I'm 的个人资料NiMM : Happy Holiday照片日志列表更多 工具 帮助

日志


11月8日

Let's See The World

5/11/2007

Christchurch,NZ

 

จัดให้ตามคำร้องขอ  หลังจากมีเสียงเรียกร้องอยากให้ชั้นเล่าถึงการเดินทางเกือบรอบโลกอันสุดโหดของฉัน   ฉันเรียกได้อย่างเต็มปากว่า สุดโหดเพราะว่า...มันไม่ได้น้อยไปกว่าครั้งอื่น ๆ ที่อยู่ในความทรงจำของชั้นเลย...

 

การเดินทางไปต่างประเทศของฉันไม่เคยธรรมดาสักครั้ง  หลายคนคงเคยได้ยินชั้นเล่ามาบ้าง...ตอนที่ชั้นจองตั๋วเครื่องบินครั้งนี้ฉันหวังที่จะให้การเดินทางครั้งนี้ของฉันธรรมดาและง่ายสุด ๆ เพราะว่าตอนแรกชั้นจะต้องเดินทางคนเดียว...กระเหรี่ยงที่ฟังภาษาอังกฤษไม่แตกอย่างชั้น  ขอหลีกเลี่ยงการเสวนาภาษาอื่นให้มากที่สุด...ฉันยอมจ่ายค่าตัวแพงขึ้นอีกนิดหน่อยเพื่อเปลี่ยนตั๋วเดินทางที่ต้องแวะ 3 จุดของ Singapore Airlineนั่นคือ  กรุงเทพฯ-สิงคโปร์-โอคแลนด์-ไครเชิร์ท  มาเป็นของสายการบิน Qantas กรุงเทพฯ-ซิดนีย์-ไครท์เชิร์ท  เส้นทางง่าย ๆที่ไม่ต้องเหนื่อยแวะหลายที่ กับประเทศที่เคยเดินทางไปมาแล้ว  ไม่น่าจะมีอะไรยากเกินความสามารถของฉัน...แต่ทว่า เรื่องมันเกิดขึ้นตอนที่ฉันไป check in ที่เคาท์เตอร์สายการบิน Qantas ที่สนามบินสุวรรณภูมิ

 

16.30 น. มีพนักงานที่เคาท์เตอร์เรียกฉันให้ไป check in   พอเดินไปใกล้ ๆ ถึงได้รู้ว่าไอ้พนักงานที่โบกมืออยู่หยอย ๆ ทำหน้าคุ้นเคยมันเป็นเพื่อนของชั้นสมัยที่เรียนที่สวนกุหลาบนนท์(ใครจะจำได้บ้างไหมว่าชั้นเคยเรียนที่นั่นมาปีนึงก่อนมาเรียนที่หอวัง...ช่างเหอะ  ชั้นก็เกือบจะลบประวัติของตัวเองออกไปจากโรงเรียนนั้นแล้วล่ะ) คุยไปได้ไม่กี่คำเพื่อนก็บอกว่า...เครื่องที่ฉันจะใช้สำหรับการเดินทางในครั้งนี้มัน delay   flight เลื่อนจาก 17.25 น.เป็น 20.20 น.  อื้ม...ไม่ธรรมดาซะละ  delay ซะนานนนนนเลย..เพื่อนจัดการเรื่องตั๋วเดินทางให้ชั้นอยู่นาน 2 นานเพราะตั๋วเดินทางของชั้นนั้นต้องไปต่อเครื่องอีก  ถ้ามัน delay แล้วจะยังไง....เพื่อนเงยมาบอกชั้นว่า...

 

เพื่อน :    แก...สงสัยต้องไป re-route ตั๋วใหม่ที่ซิดนีย์นะเพราะว่าตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่าจะเอาเครื่องอะไรมารับคน

ที่จะไปไคร์ทเชิร์ท  เครื่องจากลอนดอนเมื่อวานมันถูกยกเลิกไป  คราวนี้เลยโดนต่อๆ กันเป็น

effect domino เลยแก...

นิ่ม :        (คิดในใจ)  นั่นไง  ว่าละ...ง่าย ๆ นี่ไม่ได้เลย  แล้วไอ้ re-route นี่อะไร...แปลเอาเองง่าย ๆ สงสัยว่าต้อง

ไปเสี่ยงดวงเอาเองที่ซิดนีย์ว่า   จะบินต่อไปยังไงให้ถึงไคร์ทเชิร์ท....มันจะจัดเครื่องบินอะไรให้บินไปไหนจะถึงวันไหนกี่โมงก็แล้วแต่บุญที่ทำมา...ใครจะปวดขี้เป็นไข้  ญาติป่วย ธุระสำคัญก็ต้องรอสิ่งที่เรียกว่า re-route ได้...ใช่ไหมเพื่อน...

เพื่อน :    นิ่ม...แกอาจจะต้องไปต่อเครื่องที่โอคแลนด์นะ...แล้วค่อยเข้าไคร์ทเชิร์ท...แต่ตอนนี้มันจองตั๋วจากที่นี่ไม่ได้อ่ะ  จนท.ที่ซิดนีย์จะจัดการให้...

 

โอ้วพระพุทธเจ้าข้า...กูว่าแล้วไง... ชั้นเดินคอตกกลับออกมาจาก counter check in ได้แต่ถามตัวเองว่าทำไมเรื่องยากๆ มันชอบมาเกิดขึ้นกับคนที่ภาษาอังกฤษไม่แตกอย่างชั้นด้วยน๊า....การเดินทางแสนง่ายของฉันกลายเป็นการเดินทางที่ต้องต่อเครื่อง 3 จุด  แถมยังต้องไปโอคแลนด์ด้วย...เอาซิ๊....เอาให้พอ    เรื่องของเรื่องคือฉันพยายามจะหลีกเส้นทางการไปต่อเครื่องที่โอคแลนด์เพราะว่ามันต้องเปลี่ยนตึกจาก International เป็น Domestic แล้วตึกที่ว่ามันไม่เหมือนแบบสนามบินดอนเมืองบ้านเราที่มีสะพานเชื่อมให้เดิน   บ้านนี้เมืองนี้เค้าขีดเส้นสีฟ้าไว้กับพื้นแล้วให้เดินตามเส้นสีฟ้าไป(จริง ๆ แล้วก็คงมีรถ shutter bus แหละ  แต่มองหานาน 2 นานแล้ว...ไม่โผล่มาซักที)  เส้นที่ว่ามันก็จะลากออกไปนอกตัวตึกเดินไปจนสุดอาคาร  เดินข้ามถนน  ผ่านที่จอดรถ  อาคารจอดรถ  ปั๊มน้ำมัน  เบ็ดเสร็จเค้าเขียนว่า  12 นาที  แต่ชั้นว่าเท่าที่เคยเดินมา  คนเอเชียขาสั้น ๆ แบบชั้นก็ฟาดไปประมาณ 20 นาที...ทั้งลมทั้งหนาวและต้องลากกระเป๋าที่เราจะถือขึ้นเครื่องติดไปด้วย...เหล่านั้นคือเหตุผลที่ชั้นไม่อยากไปต่อเครื่องที่นั่นเป็นที่สุดแล้ว...แต่ว่า...ชั้นเลือกได้ด้วยเหรอ...แง ๆ ๆ

 

 20.20 น. เครื่องของชั้นทะยานขึ้นฟ้า...ดีใจสุด ๆ ในที่สุดก็ได้ออกเดินทาง...ครั้งนี้ชั้นเองก็ยังคงมีคำถามเหมือนทุกครั้งที่เดินทางไปประเทศของพวกคอเคซอยว่า...ทำไมมันแม่งมีแต่ฝรั่งหว่า...คน Asia ไปไหนกันหมด..แล้วคนไทยล่ะ...เครื่องบินลำนึงจุคนได้เป็นหลายร้อย...แล้วมันมีคนไทยแค่ 2 คนเนี่ยนะ..ไม่จริงม๊างงงงง... ชั้นไม่คิดหาคำตอบและยังคงสงสัยมาจนถึงวันนี้  อ่อ  อีกเรื่องคือ(ฟามลับที่ไม่เคยบอกใครเลย)...ชั้นเกือบเข้าข่ายว่าเป็นโรคจิตไม่กล้าเข้าห้องน้ำบนเครื่องบิน  ไม่ได้กลัวว่าสกปรกหรอกนะแต่กลัวเสร่อ...แบบว่าใช้ไม่เป็นประตูเปิดยังไง...อายอ่ะ...ตอนที่ไป ซิดนีย์คราวก่อน...ไม่รู้ทำได้ไง...ตลอดการเดินทาง 10 กว่าชั่วโมงไม่ฉี่สักหยด...เอากะมันดิ  ไอ่นิ่ม...

 

และแล้วเครื่องเดินทางมาถึงซิดนีย์ 9.25 น.  ของเช้าวันที่ 5 พ.ย.  ชั้นเดินออกไปตามทางด้วยใจตุ้ม ๆ ต่อม ๆ ...ก็เจอพนักงานของสายการบินคนหนึ่งยืนหน้าเมื่อยอยู่ตรงทางออก...ชั้นรี่เข้าไปฟัง..เชี๊ย...กูว่าแล้วไง...ฟังไม่ออกทฤษฏีการรอดตาย...สิ่งแรกที่คิดออกคือ ฟังไม่ออกจงบอกความต้องการของตัวเองไป 

 

นิ่ม : “ไค้เชิ๊ดดด...  ชั้นพูดออกไปดัง ๆ ท่ามกลางฝรั่งหัวทอง  แหะ ๆ ....พี่พนักงานเค้าหันมามองชั้นจริง ๆ ด้วย

พนักงาน : ต๋อนนี่ยังม่ายมี๋ไฟล์ทปายยย...ยืนรอต๋งนี่ก๋อนนน  อายจะจาดดดดก๋านห้ายยย...@@#..3@@S,ss

 

ชั้นฮ้าฮิ้วในใจ....เชี๊ยะ...การสื่อสารโต้ตอบสมบูรณ์แบบ...พี่พนักงานแจ้งข่าวราวกับฟ้าประทานมาให้ว่าเดี๋ยวจะหาเครื่องพาผู้โดยสารทุกท่านไปให้ถึงเป้าหมายให้ได้....เค้านัดให้ไปที่ transit desk รออยู่พักใหญ่ในที่สุดชั้นได้ตั๋วไปไคร์ทเชิร์ทอย่างใจหวัง  แต่ทว่า.....ต้องไปแวะโอคแลนด์ก่อนง่ะ....หึยยย...ว่าแล้วไง  ในตั๋วบอกว่าเครื่องออกจากซิดนีย์ไปโอคแลนด์เวลา 11.10น. นั่นก็ 10 โมงฝ่า ๆ เข้าไปละ...สนามบิน gate มันอยู่ไกลหรือขาชั้นสั้นก็ไม่รู้  เดินไปนาน 2 นานกว่าจะถึง gate 35 รอไปสิ...พยายามมองหาชาวคณะที่เจอชะตากรรมเดียวกัน...อ่อ..อยู่นั่น  ผู้โดยสารหัวทองหัวดำนั่งรอกันเหงือกแห้งเพราะที่บอกว่าจะออกเดินทางตอน 11.10 น.นั้น...มันยังไม่มีวี่แววจะได้ขึ้นเครื่องซักที เอาน่า...ก็พี่เค้าบอกว่าจะพาไปให้ถึงปลายทางเค้าคงไม่หลอกเราหรอกน่า...ก็ไม่ช้าไม่นาน...รอได้ไม่ลำบาก...รอไปเรื่อย ๆ รอ ๆ ๆ  ฉันได้ขึ้นเครื่องอีกทีตอนเกือบบ่ายโมง...บัตรทานอาหารที่เค้าแจกให้คนละประมาณ 200 กว่าบาทถูกแปลเป็นน้ำและช๊อกโกแล็ต  เพราะเกรงว่าความไม่แน่นอนจะทำให้ชั้นตกเครื่องได้หากมัวแต่ประดิษฐ์นั่งทานข้าว...

 

เครื่องกางปีก  ล้อหุบ...กว่าจะถึงโอคแลนด์ก็ 4 โมงเย็นเข้าไปละ   ในที่สุดก็ได้ย่ำนิวซีแลนด์ซะที...ชั้นพาชีวิตน้อย ๆ กับกระเป๋าใบใหญ่ผ่านด่าน Immigration ลัดเลาะมาทีละด่าน...จนถึงจุดที่ต้องสำแดงของว่ามีของต้องห้ามนำเข้ามาหรือไม่...และแล้ว...ชั้นก็ตัดสินใจ Decare ของเพราะว่ามีของฝากเป็นบิสกิตขนมขบเคี้ยวของน้องแมวไปฝากเจ้าบ้านเค้า....ตาลุงฝรั่งโบกมือหยอย ๆ เรียกชั้น...ตาลุงร้องขอดูอาหารแมวที่ชั้นเอามา...มันถูกบรรจุอยู่ในกล่องอย่างดีและชั้นเอาทั้ง 2 กล่องใส่ถุงซิปเรียบร้อย...ตาลุงอ่านส่วนผสม  พูดกับพนักงานอีกคนงุบงิบ ๆ ถึงตอนนี้หูชั้นไม่ทิพย์พอเพราะว่าแปลที่เค้าพูดไม่ออก...ตาลุงหันมาบอกชั้นว่าเสียใจด้วยนะ  อันนี้เอาเข้าไม่ได้เพราะ...บ้าบออะไรไม่รู้ฟังไม่ทันแปลไม่ออกประมาณว่ามันมีส่วนผสมบางอย่างที่ไม่ปลอดภัยกับสัตว์ในบ้านเค้า...ชั้นพยักหน้าหงึกหงัก  บอกไม่เป็นไร   พอจะจากไปตาลุงก็บอกว่า...ถ้าจะเอาเข้าก็จะมีค่าดำเนินการ 20เหรียญ  แปลว่า 500 บาทไทย...ชั้นตัดสินใจแบบไม่ต้องแปลในทันทีว่า No…I don’t pay for it. เกิดคำถามแบบลัดวงจรขึ้นทันทีว่า...ไหนบอกว่าเอาเข้าไม่ได้  แต่ไงถึงมีค่าดำเนินการ 20 เหรียญถ้าจะเอาเข้า...ชั้นไม่อยากไปต่อกรประคารมกะตาลุงมากเพราะถามไปก็คงได้แค่ถาม  หากลูงตอบมาชั้นก็คงหูอื้อไปเพราะแปลที่เค้าพูดไม่ออก...เจ๊ยยยย   ช่างเหอะมันไม่ค้นครบทุกกระเป๋าแบบคราวที่แล้วก็บุญแล้วล่ะ...

 

กว่าเครื่องของฉันจะได้บินไปไคร์ทเชิร์ทก็ ทุ่มนิด ๆ ถึงโน้นก็ประมาณ 2 ทุ่มกว่า ๆ แล้วเครื่องก็ delay อีกรอบ...กว่าจะได้หุบล้อบิน 2 ทุ่มครึ่ง  โห้ว...เอาวะสุดท้ายละ  เพื่อนรวมขบวน 10 กว่าชีวิตที่ต้องต่อเครื่องแบบทรหดขนาดนี้พากันตั้งชื่อให้ว่าเป็น Survivor team ในที่สุดชั้นก็พาชีวิตมาถึงไคร์ทเชิร์ทตอน 3 ทุ่มครึ่ง พี่ฟิล  สามีสุดที่รักของเพื่อนสาวเรามายื่นแอ่นระแน๊รอรับ  คนไทยอย่างชั้นดีใจแทบน้ำตาไหล   ได้แต่วิ่งเข้าไปกอด  ถึงแล้ว...ในที่สุดก็ผ่านด่านทรหดสิบแปดอรหันต์มาได้... โหว...ยังกะเดินทางรอบโลกข้ามเส้นเวลากันให้สนุก   คิดคำนวณเวลาทั้งหมดแล้วประมาณ 19 ชั่วโมงในการท่องโลกครั้งนี้  Flight delay ตั้งแต่เริ่มต้น  และทุกๆ จุดต่อเครื่องก็ delay ไปอีก...หมดกัน..ไอ่ที่จ่ายไปเพื่อลดความโกลาหลในชีวิตลง....ใช่น้อยนะเนี่ย...(แถมได้แวะโอคแลนด์อีก...สุดปลายตีนเลยงานนี้)

 

อีก 1 เรื่องแถมท้ายให้ไว้เป็นความรู้คู่ความดีของทุก ๆ คน ว่าหากจะมีใครเดินทางไป 2 ประเทศนี้คือ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์  ท่านทั้งหลายจะไม่สามารถขนของเหลวหรือสิ่งใดที่สามารถหลอมละลายได้ขึ้นเครื่องไปได้เกินละ 100 ml / ชิ้น /คน  เพราะมันเป็นกฎฮ่ะ...อย่าไปรู้เลยว่าเพราะอะไร  ของที่ซื้อจาก duty free ประเภทน้ำหอม  ครีมโน้นนี่  ได้ทิ้งแน่ตั้งแต่ทางขึ้นเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิ  เห็นกับตารถเข็น 3 คัน  สารพัดครีม  สารพัดกระปุกถูกโยนใส่จนล้น  เขาเล่าว่า  ถ้าจัดให้เป็นสัมภาระของใช้ส่วนตัวก็จะไม่ติดใจอะไรมากโดยการแกะมันออกจากกล่องเสียและของแต่ละชิ้นจะต้องมีปริมาณไม่เกิน 100 ml ใส่รวมในถุงซิปเปิดได้มองเห็นทะลุได้  และรวมกันทุกชิ้นแล้วไม่เกิน 1 ลิตร.และต้องใส่ในถุงซิบขนาด 20x20 ซม.ได้   อันนี้ของเค้าเข้มงวดกันจริง ๆ เพราะถึงกับส่องแล้วส่องอีก  ชั้นเองไหวตัวทันที่ duty free ซอยรางน้ำ  ดีนะไม่ซื้อของประเภทน้ำหอมและครีมไว้  ไม่งั้นมีทิ้งตั้งแต่ยังไม่เปิดใช้  เค้าบอกว่า  ต่อให้ของเหลวบรรจุในขวดขนาด 200 ml ใช้ไปแล้วเหลือติดก้นขวดไม่ถึง 50ml เค้าก็ตีว่าปริมาณของชิ้นนั้นจะเป็น 200 ml แปลว่าให้ผ่านไม่ได้   เห็นมากับตา...น้ำดื่มก็ห้าม  ลิปสติกก็ต้องใส่ถุงซิป  น้ำหอมนี่ให้ลืมไปเลย  ถ้าอย่างนี้แล้ว  เหตุผลก็อย่าไปรู้เลยนะว่าเพราะอะไร..สุดจะเดานะฮ้า...

 

สุดยอดแห่ง trip ประจำปีนี้  ต้องยกนิ้วให้เลย  นอกจากจะเรื่อง Decare ของและ Flight Delay แล้ว ยังจะมีเรื่องด่านสิบแปดอรหันต์อีกง่ะ..ทั้งเรื่องload ของผ่านเครื่อง x-rey ทั้งขาเข้าขาออกสนามบิน 3 แห่ง laptop เพื่อนยากของชั้นถูกแกะตรวจทุกสนามบินทั่งขาเข้าขาออก...นั่นหมายถึงชั้นแกะ ๆ เก็บ ๆ อยู่อย่างนั้นถึง 8 ครั้ง  แล้วเป็นอะไรไม่รู้กับเข็มขัดและเสื้อกันหนาว...ถอด ๆ ใส่ ๆ กันอยู่อย่างนั้น  ตรวจมันทุกด่าน  นึกภาพออกไหม..เวลาจะตรวจแม่งก็รีบ ๆ ถอด  รีบ ๆ แกะ ๆ แต่พอผ่านเครื่อง x-rey แล้วป๊าบบ  ทั้งเสื้อกันหนาว  เข็มขัด (กางเกงแม่งก็หลวม)  laptop ถุงซิบใส่ของเหลว ตั๋วเครื่องบิน passport  ทั้งหมดนี้ถูกแงะออกมาโชว์เป็นชิ้น ๆ   แต่จะรวบยังไงให้ทันโดยที่ต้องเสียเวลาให้น้อยที่สุด  คนอื่น ๆ ก็เข้าคิวหลั่งไหลมากดดันจั๊ง... เรื่องเยอะได้อีกน่ะ...แจ๊คพอตหวยออก...คนโชคดีอย่างชั้นจึงได้มีโอกาสลิ้มลองความวุ่นวายชนิดที่ว่าแทบอยากฉีกตั๋วเครื่องบินทิ้งกันไปเลยทีเดียว