I'm 的个人资料NiMM : Happy Holiday照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
|
2月28日 Babel.doc
ฉันวิ่งตามกระแสเพื่อไปดูหนังเรื่องหนึ่งที่ใคร ๆ ต่างก็บอกว่าน่าสนใจ และไม่แปลกใจเมื่อเห็นว่าได้รางวัล Best Director ที่เมือง Cann ฉันขอข้ามการพูดถึงตัวหนังเรื่องนี้ว่ามันเสียดแทงสังคมหรือว่ามันสมแล้วกันการได้รับรางวัลใหญ่มากแค่ไหน ฉันได้มุมมองเล็ก ๆ จากหนังเรื่องนี้เล็กจนไม่รู้ว่าจะใครจะมองเห็นเหมือนฉันไหม
ส่วนหนึ่งของหนังได้เล่าถึงคู่สามีภรรยาชาวอเมริกันคู่หนึ่งที่พากันไปเที่ยวโมนาโค ขณะที่ภรรยากำลังหลับอยู่บนรถที่พาเธอเดินทางข้ามเมือง โชคชะตาก็เล่นตลกกับเธอเมื่อกระสุนปืนนัดหนึ่งวิ่งแหวกอากาศฝังเข้าหัวไหล่ซ้ายของเธออย่างจังโดยที่หาต้นตอกระสุนไม่เจอ ....ถามว่าถ้าเป็นฉัน...วินาทีนั้นจะทำอย่างไร ?
ฉันบอกกับตัวเองทุกครั้งเมื่อเจอเหตุการณ์ที่อยู่เหนือการคาดเดาโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามันเกิดขึ้นระหว่างการเดินทางในต่างประเทศ ว่าชีวิตฉันไม่ได้ถูกขีดเส้นมาให้ต้องจบลงแบบนี้...ฉันจะตายที่นี่ไม่ได้ ฉันคิดเสมอว่าถ้าเกิดเหตุด่วนเหตุร้ายถึงชีวิตขึ้นมาฉันจะคิดได้ไหมว่าต้องโทร.ไปที่สถานทูตไทยในประเทศนั้น ๆ ว่าแต่เบอร์โทร.คือเบอร์อะไรคนอย่างฉันจะจำได้ไหม(ซึ่งปกติแล้วฉันจะจำเบอร์โทร.อะไรไม่ค่อยได้ ฉันจำได้แต่เบอร์ออฟฟิศ บ้านกรุงเทพฯ บ้านที่เหนือ และเบอร์มือถือแม่) ฉันเคยถามตัวเองว่าถ้ากดเบอร์ +662191 หรือกด +66191 มันจะติดที่ 191 ที่บ้านเราไหม ฉันยังไม่เคยลอง...ในแต่ละประเทศจะมีสาย Hot line ของประเทศนั้น ๆ ฉันจำได้ประเทศเดียวคือ Australia นั่นคือ 1111 ส่วนเมืองไทยมีหมายเลข Hot line เยอะมากจนจำไม่ได้ แล้วถ้าอยู่ในที่ ๆ ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ล่ะ จะทำยังไง ใคร ๆ มักจะบอกฉันว่า ถ้าหากหลงป่าอย่าเดินไปจากจุดเดิมเพราะจะทำให้หลงยิ่งขึ้นและหาทางกลับไม่เจอ แต่ถามหน่อยว่าใครจะมั่นใจว่าจุดที่ยืนอยู่นั้นง่ายต่อการค้นหา และเราต้องรออีกนานเท่าไหร่ ไม่มีเหตุผลอันใดที่ทำให้ต้องยืนรอชะโชคชะตาอยู่ตรงจุดเดิม...เพราะใคร ๆ มักคิดว่า ทำอะไรบ้างยังดีกว่าไม่ทำ...พวกเขาคิดถูกกันแล้วเหรอในสถานการณ์นั้น...
ในประเทศที่สามารถสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษได้นั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่ในประเทศที่ไม่พูดภาษาอังกฤษล่ะ การสื่อสารนั้นเข้าใจลำบากยิ่งนัก ที่เวียดนาม ฉันพยายามอธิบายแม่ค้าเพื่อต้องการซื้ออาหารชนิดหนึ่งในถังสังกะสีที่เธอกำลังหิ้วไปมาอยู่หน้าตลาดกลางเมืองโฮจิมินข้างในมีผักยัดใส้ชุบแป้งทองสารพัดชนิด สิ่งที่ฉันต้องการคือผักทุกชนิดอย่างละ 1 ชิ้น ราดน้ำซอสเยอะ ๆ และราคาเท่าไหร่ ฉันใช้วิธีการพื้นที่ใช้อยู่ตลอดคือ Body Language ชี้ ๆ ๆแล้วก็ชี้....ส่วนชิ้นละกี่บาทนั้นยากนัก หากใครเคยถือเงินเวียดนามจะรู้ว่ามีแบงค์แสนดองนับเลขศูนย์จนตาลาย แบงค์มีทั้งรุ่งเก่ารุ่นใหม่ ใหญ่เล็กสารพัดขนาด ทั้งที่เป็นกระดาษสุดเปื่อยและพลาสติกเหมือนแบงค์ 50 บาทบ้านเรา การสื่อสารเหมือนการวัดดวง...ฉันคลี่แบงค์ที่มีอยู่ในมือเป็นแพแล้วแม่ค้าคนขายหยิบเอาเองว่ากี่บาท งานนั้นฉันได้ความจริงใจจากคนแปลกหน้าเพราะคนที่หน้าตลาดต่างพากันช่วยฉันนับเงินทอนและผักทอดในกระทงใบตองแห้งว่าถูกต้องครบถ้วนไหม ไม่ต่างจากจีนที่สาหัสกว่าเวียดนาม เพราะว่าประเทศนั้นไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษและถ้าหากเดินทางไปแบบไม่มีใครสามารถพูดภาษาจีนได้ ฉันก็คิดไม่ออกว่าเรื่องมันจะจบลงได้อย่างไร ฉันมีโอกาสเดินทางไปเซี่ยงไฮ้ มหานครแห่งธุรกิจ ฉันโชคดีที่เดินทางไปพร้อม ๆ กับอีกคนที่พูดภาษาจีนกลางได้ ได้อย่างที่ว่าคือได้น้อยมาก ๆ งานนนั้น Body Language ก็แทบจะไม่มีประโยคแล้วยิ่งถ้าหากออกเสียงไม่ถูกต้อง ก็อย่าหวังว่าจะได้ในสิ่งที่อยากได้...มันยากจริง ๆ แค่ฉันจะขอน้ำแข็งเติมในโค๊กอธิบายจนฉันต้องยอมแพ้และกินโค๊กอุ่น ๆ บาดคอไปตามประสา...
ที่ผ่านมามันแค่เรื่องการกินอยู่และใช้ชีวิต ฉันแอบนึกเล่น ๆ ว่าถ้าไปประสบเหตุการณ์เสี่ยงสุดเสียวสันหลังขึ้นมาล่ะ ฉันจะทำยังไง...ไม่อะไรมากแค่เครื่องบินตกแล้วเราคือผู้รอดตาย จิตใจฉันจะอดทนได้นานพอที่หน่วยกู้ชีพจะหาฉันเจอไหมและหากฉันบาดเจ็บฉันจะสามารถทนพิษบาดแผลได้ไหมจนถึงมือหมอได้ไหม
ฉันอยากกลับไปตอบคำถามในย่อหน้าที่ 2 ว่า ถ้าวินาทีแห่งการตัดสินใจนั้นฉันจะทำอย่างไร ฉันจะเลือกทำอย่างที่บทในหนังเค้าว่าไหม ฉันจะดูแลคนที่ฉันรักและให้กำลังใจเค้าจนมีคนมาช่วยได้ไหม มันคงเป็นช่วงเวลาสำคัญสั้น ๆ ที่เป็นรอยต่อระหว่างเส้นบาง ๆ ที่เรียกว่าความเป็นและความตาย ต่อให้มั่นใจมากแค่ไหนในวินาทีที่เผชิญกับช่วงเวลาเลวร้ายนั้นอยู่ ใครล่ะจะบอกเราได้ว่าเราได้เลือกสิ่งที่ถูกต้องที่สุดแล้ว.... 2月23日 Who am I...ใครสับสน?วันคืนผ่านไป…การรอคอยยังคงทำหน้าที่ของมัน ยากที่จะบอกว่าไม่เคยคาดหวังอะไรจากการรอคอย มันมีทั้งความหอมหวานและความเจ็บปวด อยู่ที่ว่าเราจะคาดหวังกับสิ่งที่รอคอยมากเพียงไร คนเรามักสร้างจินตนาการจากความรู้สึกในสิ่งที่สัมผัสได้และอยากให้มันไปเป็นอย่างที่ใจฝัน ไม่แปลกใจนักที่บางทีมักจะเจอความผิดหวังจากการรอคอยบ้าง
มนุษย์ช่างใจร้ายที่โยนความผิดให้กับโชคชะตาอยู่บ่อย ๆ แต่จะมีสักกี่คนที่บอกกันตัวเองว่านั่นไม่ใช่เพราะเกิดจากสิ่งที่เราคาดหวังหรอกหรือ
วันนี้คุณมองสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ตัวแล้วหาคำตอบกับตัวเองได้หรือยังว่า... ความรู้สึกแสนสับสนเหล่านี้มันเกิดจากอะไร...ใช่คนอื่น หรือว่าตัวเรากันแน่ 2月15日 ฉันป่วยหรือนี่วันนี้ตื่นเช้ามาฉันมีอาการปวดต้นคอ(เหมือนมีผีมาขี่คออยู่ตลอดเวลา) ฉันรู้ว่าอาการแบบนี้จะนำพาไปสู่อาการปวดหัวข้างเดียว...โรคเก่าเจ้าประจำที่ชอบแวะมาทักทายอยู่เรื่อยๆ วันนี้ดูจากตารางการทำงานแล้วค่อนข้างจะยุ่งโดยเฉพาะช่วงเย็นที่จะต้องมีประชุมเพื่อเตรียมการถ่ายทำ...สารพัดสรรพสิ่งที่ต้องรอการตกตะกอน ฉันประชุมไปก็เริ่มปวดที่หัวคิ้วไป ฉันรู้ว่ามันเกิดจากการใช้สายตามากเกินไป ไม่รู้ทำไงดีเลยถอดแว่นตาออก เผื่ออะไรจะดีขึ้นเพราะการมองผ่านเลนส์จะทำให้กล้ามเนื้อตาทำงานหนัก แต่ทว่าบรรยากาศการประชุมมันเครียดและยาวนานไปเรื่อย ๆ ...ฉันไม่มีทีท่าว่าอะไรจะดีขึ้น ได้แต่รวบรวมพละกำลังตั้งใจฟังสิ่งที่ทุกคนเปิดประเด็นออกมาและจำให้ได้
ฉันผ่านพ้นวินาทีวิกฤตินั้นมาได้ ตอนนี้ฉันนั่งคอแข็งอยู่ที่โต๊ะ อาการปวดตาเริ่มแผ่ซ่านกระจายไปสู่การปวดหัวหนึบ ๆ ....ฉันเบื่ออาการแบบนี้มาก มันกินเวลาและทำให้ฉันต้องทานยา ซึ่งฉันไม่อยากทานเอาเสียเลย มันทำให้ฉันมองภาพอะไรไม่ชัดและไม่ค่อยสนใจสิ่งรอบข้าง...ฉันชอบเอามือเย็น ๆ มาแนบที่ตามันรู้สึกเย็น ๆ และสบายอยู่พักนึงแต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมากนัก...
ฉันหัวเราะไม่ออกได้แต่ยิ้มให้คนโน้นคนนี้ หรือเป็นเพราะเจ้า retainer ที่ครอบฟันฉันอยู่หว่ามันปวดตึบ ๆ ๆ ๆ ๆ ....ตายดีกว่า 2月13日 เมื่อลมหนาวพัดผ่านเมื่อเพื่อนคนหนึ่งของฉันเข้ามาทิ้ง comment เปิดประเด็นลมเปลี่ยนฤดูเข้าหน้าร้อนไว้ว่ามีเสน่ห์ไม่แพ้กันกับลมช่วงปลายฝนต้นหนาว เช้าวันนี้คงเป็นอีกวันหนึ่งที่ไม่ยากนักที่จะมองหาลมหน้าร้อนเพราะช่วงนี้อากาศกรุงเทพฯร้อนขึ้นทุกวัน ๆ หน้าต่างหลังห้องฉันหันรับทิศใต้ เช้า ๆ จึงหลบแดดได้สบาย ๆ และมีลมเปลี่ยนฤดูพัดผ่านอยู่ตลอด วันนี้ก็เช่นกันแรงบัลดาลใจจากเพื่อน ทำให้ฉันปิดแอร์แล้วเดินไปเปิดหน้าต่าง ลมอ่อน ๆ พัดสวนเข้ามาเบา ๆ ลมหน้าร้อนแบบนี้ทำให้ฉันนึกไปถึงภาพตอนที่เรียนชั้น ม.ปลาย มันเป็นช่วงเวลาแห่งฤดูกาลสอบไล่ปิดเทอมใหญ่ ฉันมองเห็นตัวเองนั่งอยู่ที่โต๊ะม้าหินอ่อนใต้ต้นนนทรี ดอกสีเหลืองน้ำตาลของเธอร่วงเต็มโต๊ะปนอยู่กับกองหนังสือและกระเป๋านักเรียน โต๊ะม้าหินตัวที่ว่าตั้งอยู่ข้างหอประชุม ซึ่งมีลมพัดเย็นตลอดเวลากลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกนนทรีหอมกระจายไปทั่ว ฉันชอบไปนั่งอ่านหนังสือเตรียมสอบและรอเพื่อน ๆ อยู่แถวนั้นเป็นประจำ ช่วงปิดเทอมฉันมาทำกิจกรรมที่โรงเรียนอยู่เรื่อย ๆ และโต๊ะม้าหินตัวนั้นก็ยังคงเป็นที่นัดหมายของฉันและเพื่อน ๆ เสมอมา พอเข้ามหาวิทยาลัยลมร้อนให้ความรู้สึกต่างไปจากตอนเรียนชั้นม.ปลาย คงเป็นเพราะฉันเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมใหม่ หลังห้องพักของฉันหันหน้ารับแนวเขาที่เหยียดยาวไปสุดตา เมื่อเข้าหน้าร้อนก็จะเป็นช่วงที่ใบไม้ผลัดใบ ตอนนี้หลังห้องของฉันเปลี่ยนเป็นโทนสีเหลืองน้ำตาลไปทั้งแนวเขา แล้วค่อย ๆ ผลัดใบทิ้งเหลือแต่ต้นโกร๋น ๆ มันทำให้ฉันมองเห็นบางสิ่งแอบซ่อนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่เหล่านั้น ฉันมองเห็น วัดป่าแดง และชุมชนเล็ก ๆ ซ่อนตัวอยู่ใต้ร่มไม้บนเนินเขาเล็ก ๆ บ่อยครั้งที่ฉันจะมองเห็นถุงใส่น้ำใบใหญ่มหึมาที่ห้องต่องแต่งมากับเฮลิคอปเตอร์ทหาร เพื่อมาดับไฟป่าที่เกิดขึ้นเป็นหย่อม ๆ บินไปบินมาอยู่หลายรอบ ฉันแอบคิดในใจว่าถ้ามีปลาติดมากับถุงน้ำนั่นก็ดีสิ ชาวบ้านแถวนั้นจะได้มีปลาย่างกินกันฟรี ๆ เมื่อมหาวิทยาลัยของฉันเข้าสู่ช่วงฤดูกาลแห่งการสอบไล่ เจ้าดอกทองกวาวสีแดงสดเบ่งดอกบานให้สัญญาณอยู่ปลายสนามบอลหน้ามอว่า “เตรียมตัวอ่านหนังสือได้แล้ว” กิ่งก้านของเธอถูกทอนจนแทบเหลือแต่ลำต้นซึ่งแทงขึ้นไปสูงลิบ ดอกของมันขึ้นอยู่ปลายยอดชูดอกแข่งกับธงชาติทุก ๆ เช้าตอน 8 โมง เวลาฉันผ่านไปแถวนั้นเจ้าสีแดงสดนั่นมักดึงสายตาฉันอยู่เรื่อย ๆ ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม ลมแห่งฤดูกาลทำหน้าที่ของมันได้ดีอย่างจับใจ จริงอย่างที่เขาว่าช่วงเวลาของแต่ละฤดูกาลมันช่างมีเสน่ห์อยู่ในตัวของมันจริง ๆ 2月8日 ปลายฝน...ต้นหนาว...ฤดูกาลพึ่งก้าวผ่านช่วงเวลาดีที่สุดของปีไปได้ไม่นานลมหนาวหลงฤดูก็พัดมาอีกครั้ง และก็ทำให้ฉันคิดถึงช่วงเวลาดี ๆ ขึ้นมาจับใจ “ปลายฝนต้นหนาว” รอยต่อของฤดูกาลที่ทำให้ฉันหลงรัก ระยะเวลาสั้น ๆ แค่ 2 สัปดาห์ระหว่างปลายเดือนตุลาคม – ต้นเดือนพฤศจิกายน ทุก ๆ ปีฉันต้องหาเรื่องเอาหน้าไปปะทะลมต้นฤดูหนาวที่ ๆ ฉันเคยฝังตัวอยู่ที่นั้นเป็นเวลา 4 ปีให้ได้...ไม่รู้ทำไม ? !!??
ฉันยังจำได้แม่นว่าพอสอบไล่เทอม 1 เสร็จ ช่วงเวลาแห่งการเดินทางก็มาถึง นศ.บางคนออกเดินทางค้นหาตัวเองจากช่วงเวลาสั้น ๆ ที่มี บ้างก็รีบเดินทางกลับบ้านเพื่อนใช้เวลาช่วงปิดเทอมให้คุ้มค่า แต่สำหรับฉัน...มันช่างเป็นความบังเอิญที่โชคดีที่สุดของฉัน...ห้อง 503 ธีรพรแมนชั้นหันหน้าห้องรับทิศตะวันออก ไม่แปลกใจที่ลมเหนือจะพัดมาปะทะหน้าฉันได้ตลอดช่วงแห่งการเปลี่ยนผ่านของฤดูกาล ฉันชอบที่นี่มากเพราะมีโครงสร้างที่โปรงและมีห้องพักแค่ฝั่งเดียว ทำให้ฉันมีแดดยามเช้าไว้ตากผ้าห่มในหน้าหนาวที่ระเบียงทางเดินหน้าห้อง และมีลมเย็น ๆ พัดมาพร้อมกลับกลิ่นฝนที่ระเบียงหลังห้อง
ฉันมักจะยืนที่ระเบียงหลังห้องตอนเย็น ๆ มองออกไปจะเห็นเจดีย์องค์ทองต้องแดดวิบวับอยู่ปลายเมฆ ฤดูกาลผันเปลี่ยนใบไม้เขียมชอุ่มชุ่มฝนในหน้าฝน และค่อย ๆ เปลี่ยนสีในช่วงปลายฝนต้นหนาวและค่อยผลัดใบทิ้งเหลือแต่กิ่งก้านในฤดูหนาว ชั้นรู้ว่าช่วงเปลี่ยนสีของใบไม้ที่นี่ไม่ตื่นตาตื่นใจเท่าใบไม้เปลี่ยนสีที่เมืองนอก แต่กลิ่นหอมของลมหนาวนี่สิ ฉันบอกไม่ถูกเลยว่าหอมยังไง...คิดแล้วอดใจรอไม่ไหว...อยากให้ถึงปลายฝนต้นหนาวเร็ว ๆ จัง.. 2月5日 It's DONE !!ไม่ช้าไม่นาน...1 สัปดาห์ผ่านไป ฉันก็ได้ปลอกหมอนอิงที่ด้านหนึ่งเป็นขนฟูนุ่มสีส้มแรด ๆ และอีกด้านหนึ่งเป็นสีฟ้าเท่ ๆ ใช้นอนหนุนอยู่หลายวัน...สบายอุราเสียนี่กะไร
ก่อนหน้านั้น... ดีใจแกมงง ๆไปพักนึงกะปลอกหมอนที่ยาวประมาณ 1 เมตรเศษ ๆ ไป ๆ มา ๆ เลยได้ผ้าพันคอฟู ๆ อ้วน ๆ มา 1 ผืน...สีแรด ๆ เหมือนกับปลอกหมอน กำลังหาจังหวะเอาออกไปแรดท้าลมหนาว...ไม่รู้ว่า เมื่อไหร่...ถ้าจังหวะไม่ดี...เดี๋ยวเปิดแอร์เอาก๊ะด๊ะ
ปล.นางแบบถ่ายผ้าพันคอหน้าตาแปลก ๆ อย่าตกใจ Trend นี้กำลังมา...คอยาว ๆ หน้ากลม ๆ เชิญชมค่ะ
นิ่มน้อย ๆ |
|
|