I'm 的个人资料NiMM : Happy Holiday照片日志列表更多 工具 帮助

日志


9月27日

Here on Earth( Episode 1)

แหม  ดีใจนะเนี่ยที่เพื่อน ๆ หลายคนติดอกติดใจเรื่องย่อฉบับกระเป๋าของฉันที่ post เข้าไปใน e-mail เมื่อครั้งที่ได้ไปตะลุยเมืองจีน ถือว่าเอาประสบการณ์มาแบ่งปันให้ฟังสนุกๆ ละกัน   ก็แค่ไม่อยากให้เพื่อนที่กำลังจะเดินทางไปที่นั่นไปเอ๋ออยู่กลางเมืองใหญ่    ที่การสื่อสารไม่เป็นใจยิ่งกว่าหนังเรื่อง lost in Translation ซะอีก....เติมน้ำให้เต็มขวดแล้วเดินตามมา...เดี๋ยวจะพาไปรู้จัก

 

กลางเดือน ก.ค.เมื่อปีที่แล้ว  หนังโฆษณาเหล้ายี่ห้อหนึ่งพาฉันและทีมงานทั้งหมด 4 ชีวิต(โดยมีฉันเป็นผู้หญิงคนเดียว)เดินทางแบบกะเร้อกะรังไปจนถึงเมืองเซี่ยงไฮ้  ระยะเวลาในการเดินทาง 5 ชม.บนเครื่องบินของฉัน  ในหัวเฝ้าคิดแต่ว่าจะไปเจออะไรที่มหานครแห่งนั้น   เพราะหลายเสียงเหลือเกินต่างบอกว่า... แหม...ไม่ยากหรอกไปหาลูกค้า  เอาแผนที่ให้ที่โรงแรมไปเดี๋ยวเค้าก็เรียก Taxi ให้  ...แหมคุณขาถ้ามันจบแค่นั้นได้ก็ดีสิคะ....หันหน้ามองไปมาใครล่ะเนี่ยจะช่วยชีวิตพวกฉันได้ถ้าการสื่อสารไม่สัมฤทธิ์ผล    Producer ไม่ได้แปลว่าทำได้หมดทุกอย่างนะว่อย...ไม่มีใครเผื่อใจสำหรับทักษะ body language ของฉันเลย...เพราะพวกที่ไปด้วยกันเนี่ย   ชาวไทยล้วนไม่มีส่วนผสมจีนกันเลยแม้แต่น้อย...ฉิบหายละกู

 

ฉันเตรียมตัวสำหรับการเดินทางไปต่างประเทศเหมือนทุกครั้ง  จะมีไอ่ที่ต่างไปนิดหน่อยก็มีสมุดเล่มเล็ก ๆ อยู่ในมือ...ใช่สิ  Producer นี่ต้องจดทุกอย่างว่าใช้จ่ายอะไรไปบ้าง...ในสมุดชั้นจดชื่อเบอร์โทร.โรงแรม...ชื่อที่อยู่ตึกลูกค้า...เบอร์สถานทูตไทย...เหล่านี้เนื้อหาหลักต้องมีพกไว้...นอกจากนี้ชั้นยังมีภาษาจีนที่เขียนเป็นคาราโอเกะแบบไทยๆพกติดไปด้วย  คำสำคัญ ๆ สำหรับฉันก็เช่น...ห้องน้ำ...ขี้...เยี่ยว...จอดตรงนี้...หิวข้าว..หิวน้ำ...แค่นี้จริง ๆ ศัพท์อื่นไม่มีอะไรสำคัญไปกว่านี้แล้ว  ไม่จำ  จำไม่ไหว...เยอะเกิน  คำสำคัญสุดท้ายที่จะต้องจำและจำได้ถึงวันนี้แต่ออกเสียงผิด ๆ ถูก ๆ มาตลอดก็คือ.. เพี่ยนอี้  อี้เจี๊ยน  เข่ออี้หม่า  ยาวนะ...แต่จำได้ขึ้นใจ  แปลว่า นี่กี่บาทอ่ะ..ลดหน่อย ๆ เจ๊ จะแพงไปไหนเนี่ย... อ่อ  แล้วก็ตัวหนังสือภาษาจีนของคำสำคัญทั้งหมด...เผื่อออกเสียงไม่ถูกท้องเสียจะได้ไม่ขี้แตกใส่กางเกงก่อนเจอห้องน้ำ....ได้ละ...ออกเดินทางเลยละกัน..รอดแน่กู   

 

หลังจากที่ล้อเครื่องบินแตะพื้น  ฉันสะดุ้งโหย๋งอีกทีเมื่อได้ยินเสียงตะโกนดัง ๆ แต่ฟังไม่ได้ศัพท์...ฉันมองตาม... สิ่งที่วิ่งมากระแทกตาของฉันเข้าอย่างจังคือเจ้าพนักงาน ตม.  บุคลิกพี่แกช่างสมกับการเป็นประชากรประเทศคอมมิวนิสต์แห่งนี้จริง ๆ   พี่แกเรียกคนให้ไปเข้าแถวยังกะเรียกเชลยศึกในค่ายอพยพให้ไปรับบริจาคอาหารยังไงอย่างงั้นเลย...นี่ฉันอยู่ส่วนไหนของโลกใบจิ๋ว ๆ นะ...

 

ฉันไปถึงโรงแรง...ในเวปมันบอกว่าโรงแรม 5 ดาว...โอเค   น่าจะปลอดภัยเรื่องการสื่อสาร  ฉันติดต่อเรื่องห้องพัก  พนักงานรับเรื่องสนทนาเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงจีน...โอเค  รับได้...แต่พอบัตรเครดิตไทยพานิชย์ที่เอาไปรูดสำหรับ check in มีปัญหาป๊าบ....หลังจากนั้นคุณพี่ก็พ่นภาษาจีนใส่ทันที....

 

นิ่ม :      “What’s the credit card that I can use or do you want me to deposit in cash?”

                แปลแบบเสี่ยว ๆ ว่า...การ์ดใบไหนใช้ได้คะ  หรือว่าจะเอาเงินมัดจำห้องเป็นเงินสดคะ

พนักงาน : “##$@$@)!!#!@(E)#”     เหี๊ยมึงพ่นภาษาอะไรใส่กูเนี่ย  (>..<) 

ไม่ได้การละฉันเริ่มมองหาตัวช่วย...

นิ่ม :      เมลวิน  ช่วยหน่อย...ไม่รู้พูดภาษาอังกฤษผิดรึเปล่า...ไมแม่งพูดจีนใส่เราฟะ

ฉันเรียกหามนุษย์ผู้ชายลูกครึ่งไทย-มาเลย์พูดภาษาอังกฤษได้แจ่มแจ๋ว...แต่มันก็ไม่ได้ผล   คุณพี่สุดยอดพนักงานโรงแรม 5 ดาว  ไม่ได้ถูก Program ให้พูดภาษาอังกฤษประโยคอื่น  ฉันเลยใช้วิธีเอาบัตรเครดิตทุกใบที่มีมากางให้พี่แกเลือกหยิบ...เอาเลยพี่ฮ้า...กูไม่รู้จะทำยังไงละฮ้าพี่...

 

หิวโซ...ตาลาย...อาหารมื้อแรกวันนั้นเราตัดสินใจไปแถวย่านธุรกิจเหมือนถนนสีลมบ้านเรา  เพียงเพราะอยากสัมผัสรสชาติ local food....สวมวิญญาณสัญชาติญาณนักชิม  มองหาร้านเก่า ๆ ง่อย ๆ แต่มีคนเยอะ ๆ หน่อย..มองไปมองมาชิ้นหมูแดงกะเป็ดย่างที่แขวนอยู่ในตู้กระจก..มันหยดติ๋ง ๆ กวักมืออยู่ไหว ๆ มองเข้าไปข้างในตู้เห็นเครื่องในเป็ดพะโล้สารพัดอย่างกองสุมแยกชนิด...ร้านนี้ละกัน...นับจากนี้ให้นึกภาพไปพร้อม ๆ กัน...ร้านเหมือนร้านก๋วยเตี๋ยวบ้านเราที่มี อาเจ๊ก อาม่า อาตี๋ มาช่วยกันขายของ  เรา 4 คนเข้าไปนั่ง...รอให้คนมารับ order  รอให้คนเอาน้ำแข็งเปล่ามาเสริฟ...รอไป 5 นาที  เห็นว่าคนเยอะเดี๋ยวเค้าคงเดินมาถาม...รอก่อน...คนเดินขวักไขว่ไปมา...ฉันจับต้นชนปลายไม่ถูกเห็นแค่ว่าอาแปะ  กะเด็กวันรุ่นอีก 2-3 โต๊ะ ที่มาทีหลังฉันซดน้ำแกงโฮก ๆ จ่ายเงินแล้วเดินออกร้านไปโต๊ะแล้วโต๊ะเล่า...ฉันหิว....แต่ก็พยายามเก็บอาการไว้แบบสุดชีวิต...พยายามสังเกตจากลูกค้ารายใหม่ที่เข้ามาว่าเค้าทำยังไง...แต่ว่าเค้า....เดี๋ยวเดินไปที่ตู้เป็ด  เดี๋ยวเดินไปที่ผู้ชายหน้าร้าน  เดี๋ยวเดินไปที่ตู้เป็ดอีกที  เดี๋ยวมีบะหมี่มาเสริฟซึ่งมีแค่เส้นบะหมี่น้ำมีผัก 2 ต้นอยู่ในชาม เค้าทานแค่นั่นแล้วก็จ่ายเงิน... เหี๊ย...กูอยากทานบะหมี่เป็ดกะบะหมี่หมูแดง...ฉันใช้วิธีลุกไปจิ้มที่ตู้เป็ดแบบโง่ ๆว่าเอาโน้นเอานี่ ด้วยความคิดที่ว่ามันคงไม่มีใครมารับ order แบบบ้านเราหรอก...แล้วก็ใช่จริง ๆ ด้วย  อาเฮียที่สับเป็ดตะโกนโหวกเหวกบอกอาโกที่ยืนอยู่หน้าร้านพร้อมชี้โบ๊ชี้เบ๊มาที่ฉัน   ดูจากอาการแล้วคงประมาณว่า...เห้ย  มึงเอาอีเดะนี่ไปที  มันท่าจะสั่งม่ายเป็ง  มาชี้เปะกะหมูแลงอยู่หน้าตู้เนี่ย...   อาโกเดินมาส่งภาษาจีนฟังไม่รู้เรื่อง...ชั้นเลยชี้ไปที่ตู้เป็ดแล้วบอกว่าเอา 2 ที่  ชี้ไปที่หมูแดง 1 ที่...แล้วก็เครื่องในเป็ด...อาโกจด ๆ ๆแล้วจากไป ....เรา 4 คนมองหน้ากันแล้วตื่นเต้นกันอาหารที่สั่งไปว่าจะได้อะไรมาแดก....ฮ้าฮิ้ว...มาละ...เค้ายกบะหมี่น้ำมาให้เรา 4 ที่  บะหมี่น้ำของเค้าประกอบไปด้วย...เส้นบะหมี่สีเหลืองเส้นตรง ๆ ลวกอยู่ในน้ำบะหมี่ใส ๆเหมือนน้ำต้มกระดูกหมูธรรมดา...ผักป๋วยเล้ง 2 ต้น....แค่นี้ สักพักหมูเห็ดเป็ดไก่ที่สั่งไปก็ยกมา   บนโต๊ะไม่มีเครื่องปรุงอะไรทั้งสิ้นมีแต่กระบอกตะเกียบพลาสติกสารพัดสีแบบ minimal ไม่มีช้อน...ไม่มีทิชชู ไม้จิ้มฟัน  พวงเครื่องปรุง  พริกไทย...ไม่มี !   เอ้าพวกเรา...แดก...ซดกันโฮกฮาก ๆ  เรอเสร็จก็ปาดปากจ่ายตังค์เป็นอันจบ !   มาเรียบเรียงเอาทีหลังว่า...เวลามาที่ร้านนี้ต้องเดินไปหาอาโกที่หน้าร้านบอกว่ามากัน 4 คน  เอาหมูเห็ดเป็ดไก่อะไรก็สั่งตรงอาโก  โดยดูจากในตู้...เสร็จก็เข้ามานั่งเค้าก็จะยกบะหมี่มาเสริฟ  เหมือนบ้านเรายกข้าวเปล่ามาให้...เสร็จกับข้าวก็จะถูกยกตามมา  แต่กับข้าวเค้าเป็นหมูแดง...แค่นั่นเอง...ฉันเห็นเค้ายกผัดผักออกมาเสริฟโต๊ะอื่น...อยากทานกันจนตัวสั่น...แต่ตกลงกันแล้วว่า...ท่าทางจะอดเพราะมันเป็นการออกคำสั่งแบบขั้น advance มากเพราะไม่รู้ชื่อไม่มีรูป    เลยได้แต่บอกว่า...ฝากไว้ก่อนเหอะมึ๊งงง...ออกมายืนหน้าร้านไม่ถึง 5 นาทีกำลังจะตัดสินใจว่าจะไปไหนต่อ  คนไทย 4 คนคอแห้ง...ลิ้นแห้ง....น้ำลายเหนียว...ฉันเกิดมาพึ่งเคยรู้สึกหิวน้ำจบจะขาดใจตายก็คราวนั้นเอง...ฉันเดินเข้าไปในมินิมาร์ทหาน้ำเปล่าบรรจุขวด...ไม่รู้ยี่ห้อไหนดี...เพราะฉันรู้ดีว่าการดื่มน้ำต้องเลือกให้ดีถึงแม้ว่าจะบรรจุขวดwrap plastic อย่างดี...ก็ใช่ว่าจะเป็นน้ำสะอาด...ชั้นมองหาป้ายโฆษณาน้ำดื่มที่อยู่ในร้าน...เอาวะยี่ห้อนี้แหละ...มันมีตังค์พิมพ์ป้ายโฆษณา....มันก็น่าจะโอเคล่ะ...  ได้ดื่มน้ำ...ชีวิตดีขึ้นโข....พวกเราเดินเฉิดฉายไปตามถนนเห็นร้านหนึ่งขายหมี่ผัดน่าทานทีเดียว  ประมาณผัดไทยข้าวสารบ้านเรา  คนรอซื้อจนล้นมาหน้าร้าน...ฉันเลยเข้าไปมุงมั่ง....โอ๊วววเห็นคาตา  อีเจ๊แกผัด ๆ อยู่  เปิดกระป๋องคนอร์ผง...เอามือควัก...สาดใส่กระทะไป 2 กำ...ฉันสืบเท้าออกมาจากร้านนั้นแล้วบอกกับตัวเองในใจว่า แค่นี้นะ  กูไม่อยากมาตายที่นี่ คนไทยที่ว่าใส่ผงชูรสในอาหารเยอะเนี่ย...ขอให้ยอมแพ้ที่นี่ไปเลย  ฉันขอบคุณในความเสือกครั้งนั้นทำให้ฉันรู้ตั้งแต่วันแรกที่ไปถึงเลยว่า...เราคงหนีเรื่องแบบนี้ไม่พ้นแน่...และพกน้ำไว้เลยนะ  2 ขวดสำหรับคนดื่มน้ำเก่ง....  ฉันได้มีโอกาสไปทานอาหารในร้านอาหารหรูแห่งหนึ่งชื่อ “Shainghai Hight” เป็นร้านอาหารอยู่บนยอดตึกริมฝั่งแม่น้ำ ประมาณร้านซีรอคโคบ้านเรา...ฝั่งตรงข้ามเป็น Shanghai Tower ที่มีรูปร่างทรงวิทยาศาสตร์สุดล้ำสมเป็น Landmark สำคัญของเมืองนี้   มื้อนั้นฉันสั่ง Pumkin Soupไป  บริกรยกมา...เง๊อ....ซุบสีเหลืองอ่อนมีขนอ่อนหงิกงอนอนแอ่นระแน๊ยิ้มให้อยู่กลางชาม  คิดในใจ...ยกมาเสริฟมึงไม่เห็นกันเลยรึไงเห๊ออออ....มื้อนั้นฉันทานแต่สลัดน้ำใสกับขนมปังที่ยกมาเป็นอาหารเรียกน้ำย่อยก็เกินอิ่มแล้วล่ะ... ฉันรู้แล้วว่าบ้านนี้เมืองนี้  ทานอะไรต้องระวังไม่ว่าจะร้านแบะกะดินหรือว่าภัตตาคารบนตึกสูงระฟ้า...ผักปลาไม่ได้บริสุทธิ์สดใสเหมือนในบ้านเรา...แหล่งน้ำอยู่ใกล้กับแหล่งโรงงาน   มองเห็นได้ชัดตอนเครื่องบินลดระดับ...หลังคาโรงงานเป็นทิวแถวปลูกอยู่ข้างแม่น้ำสายใหญ่    อย่างที่รู้...เค้าใช้ปุ๋ยชีวภาพเอามารดผัก  ถ้ามองเห็นลานปูนโล่ง ๆ มีน้ำแฉะ ๆ นองอยู่บนลาน...ก็ชีวภาพของแท้ที่บ้านเราเรียกว่า...ขี้....น่ะค่ะ.....ขี้วัวขี้ควายก็โอเคนะคะ...แต่ขี้คนเนี่ย... .เดี๊ยนรับไม่ได้จริง ๆค่ะ...ยี๊

 

เริ่มด้วยเรื่องกินจบด้วยเรื่องขี้อ่ะ...ไม่ไหว ๆ  ติดตามตอนต่อไปเร็ว ๆ นี้...คราวหน้าจะพาไป Shopping ล่ะ

9月24日

Life is Beautiful

 

นิ่ม :        ป้าคะ   ดินสอนี่ขายยกกล่องไหมคะ ?

ป้า :       คิดเป็นแท่งตามที่ขายแยกอ่ะ  ยกโหลก็ไม่ได้ลดนะ 

 

ป้าพนักงานคิดเงินแผนกเครื่องเขียนตอบฉันแบบไม่อีนังขังขอด

 

นิ่ม :      “??!!??”    คิดในใจ... ตอบตรงคำถามไหมเนี่ย...

 

เวลาผ่านไป 20 นาที ฉันมายืนตรงหน้าป้าอีกทีพร้อมของกองพะเนินให้ป้าคิดเงิน  ป้ามองของแล้วหน้ามองฉัน

 

ป้า :       น้องซื้อไปแจกเหรอ 

 

ป้าถามด้วยน้ำเสียงเปลี่ยนไปเพราะของที่ฉันเอามากองให้ป้าคิดเงินเป็นดินสอแฟนซี  3 กล่องใหญ่ประมาณ 150 แท่ง  ดินสอสีอีก 10 กล่อง  เชื่อกกระโดดอีก 10 เส้น  ห่วงยางอีก 4 อัน  และสติ๊กเกอร์ลายการ์ตูนอีกเพียบ

 

นิ่ม :      ค่ะป้า  จะเอาไปแจกเด็กที่โรงเรียนที่ใต้อ่ะค่ะ

ป้า :        “ 3 จังหวัดชายแดนน่ะเหรอ

นิ่ม :      ค่ะป้า

ป้า :       น้องเป็นอาสาสมัครเหรอ ?”

นิ่ม :      เปล่าค่ะ  พอดีมีเพื่อนจะลงไป  เลยจะฝากเค้าไปค่ะ

ป้า :        เหรอ...นี่น้องจ่ายเองหมดเลยเหรอ ?   

 

ฉันไม่แน่ใจว่าเพราะของที่กองพะเนินอยู่ตรงหน้ายอดบิลหลักพัน  ดูจากหน้าฉันแล้วมันเกินกว่ากำลังทรัพย์จะสู้ไหวหรือว่าเป็นเพราะป้าแกกำลังสนใจในสิ่งที่ฉันทำอยู่

 

นิ่ม :       ค่ะ...จ่ายเอง

ป้า :        เอางี้  เดี๋ยวป้าแอบลดให้นะ...

นิ่ม :       ขอบคุณค่ะป้า  

 

ฉันขอบคุณไปแบบงง ๆ ว่าป้าจะแอบลดให้ได้ยังเพราะที่ ๆ ฉันเดินเข้าไปซื้อของคือร้านศึกษาภัณฑ์  ราชดำเนิน  เค้าแปะป้ายไว้หราว่า  โชว์บัตรสมาชิกฯ  ได้ลด 5%  ฉันไม่มีอะไรไปโชว์ทั้งสิ้นนอกจากหน้าแห้ง ๆ กับคำขอบคุณ   แต่ช่างแกเหอะลดให้ฉันก็ยินดี

 

ป้า :        นี่นะน้อง  ป้าลดให้ 10 %.....เอาลังไหม ของเยอะแบบนี้จะขนไปยังไง  เอารถมาเองรึเปล่า

นิ่ม :       ลังใหญ่ไหมคะป้า...หนูมา Taxi”

ป้า :        ใหญ่เหมือนกัน  แต่มา taxi ไม่น่าจะใส่ Taxi ได้....

นิ่ม :       “??!!?!???”

 

 

....งงไปอีกรอบ.... รถ Taxi กะรถบ้านขนาดมันต่างกันตรงไหนป้าคิดว่าถ้าฉันมีรถ  รถฉันจะเป็นรถกะบะขนของแบบ Hilux Vigo รึไง...

 

นิ่ม :       งั้นไม่เป็นไรค่ะป้า  เดี๋ยวหนูต้องไปดูของตรงแผนกอื่นอีกจะฝากของไว้ตรงนี้ก่อนได้ไหมคะ

ป้า :        เอาสิ  นี่จะไปดูอะไรอีก

นิ่ม :       จะไปดูสื่อการสอนพวก CD น่ะค่ะ  ป้าแกเหมือนชะเง้อชะแง้หาใครซักคน

ป้า :        จุ๋ม...นี่น้องเค้าจะซื้อของไปให้เด็กที่ใต้  พาน้องเค้าไปหน่อย  แล้วลดราคาให้เค้าด้วยนะ 10%”

นิ่ม :       โหว...ขอบคุณมาก ๆ ค่ะป้า

 

ยกมือไหว้เสร็จชั้นก็รีบแจ้นไปดูของ  เพราะคำสั่งของป้านี่เองทำเอาคนแถวนั้นแทบจะปูพรมแดงให้ฉันเดินเลยทีเดียว....วันนั้นขนาดไปยังไม่ถึงไหน  บุญก็ทำให้ฉันยิ้มแป้นได้ทั้งวัน....

 

ระหว่างระยะทางจากราชดำเนินไปรัชดา  ฉันนั่งใจลอยอยู่บน Taxi ตั้งใจจะไปตามหา CD สื่อการสอนให้เด็ก ๆ   Fortune ฉันนั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยกับสิ่งที่ฉันพึ่งเจอมา   มันทำให้ฉันนึกย้อนไปถึงครั้งหนึ่งที่เคยทำให้ฉันเกิดความรู้สึกแบบนี้...

 

ประมาณกลางปีที่แล้ว....ฉันได้รับโจทย์ให้ทำโฆษณาเฉลิมพระเกียรติให้ในหลวงที่ครองราชย์ครบ 60 ปี    เป็นเรื่องของเด็กหญิงคนหนึ่งที่ตัดสินใจเขียนจดหมายเล่าเรื่องความลำบากของตัวเองไปหาในหลวงและในที่สุดก็ได้รับความช่วยเหลือจากในหลวง....

 

งานนั้นอุปสรรคใหญ่อยู่ที่งบประมาณในการถ่ายทำ....มันน้อยเสียจนฉันคิดไม่ออกว่าจะใช้วิธีไหนดี  ใครทำงานProduction น่ารู้ดีว่า  การถ่ายทำด้วย film 35mm, sync sound,ใช้ทีมงานฝีมือคุณภาพ,ถ่ายทำต่างจังหวัด 2 วัน  กลางฤดูฝน มันเต็มไปด้วยค่าใช้จ่ายและการที่ต้องเตรียมเงินบางส่วนไว้สำหรับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า  เพราะเงื่อนไขทั้งหมดนี้...เต็มไปด้วยปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาที่อยู่นอกเหนือการคาดเดา....ฉันจำได้แม่นว่าทีมงานทุกคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ทำให้ในหลวง...มีเงินเท่าไหร่ก็ทำ....ทำเพื่อในหลวงกัน  งานนั้นทุกคนให้ใจฉันทำงานเพื่อในหลวง....ทำไปมีความสุขกันไปจนลืมเหนื่อย...

 

ตัดกลับมาที่ป้าตอนที่ถามว่า เอาไปแจกเด็กที่ใต้เหรอ  เดี๋ยวแอบป้าลดให้นะ  มันเป็นความรู้สึกเล็ก ๆ ที่ทำให้ฉันรู้ลึกดีไม่น้อยว่า  ท่ามกลางความวุ่นวายของเมืองกรุงที่มีแต่การแย่งชิงกัน  ก็ยังมีเรื่องราวดี ๆ ของคนจิตใจดี ๆ ปะปนอยู่  นี่แหละนิสัยของคนไทยที่ทำให้ฉันมีความสุขเล็ก ๆ ไปอีก 1 วัน