I'm's profileNiMM : Happy HolidayPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
November 08 Let's See The World
5/11/2007 Christchurch,NZ
จัดให้ตามคำร้องขอ หลังจากมีเสียงเรียกร้องอยากให้ชั้นเล่าถึงการเดินทางเกือบรอบโลกอันสุดโหดของฉัน ฉันเรียกได้อย่างเต็มปากว่า “สุดโหด”เพราะว่า...มันไม่ได้น้อยไปกว่าครั้งอื่น ๆ ที่อยู่ในความทรงจำของชั้นเลย...
การเดินทางไปต่างประเทศของฉันไม่เคยธรรมดาสักครั้ง หลายคนคงเคยได้ยินชั้นเล่ามาบ้าง...ตอนที่ชั้นจองตั๋วเครื่องบินครั้งนี้ฉันหวังที่จะให้การเดินทางครั้งนี้ของฉันธรรมดาและง่ายสุด ๆ เพราะว่าตอนแรกชั้นจะต้องเดินทางคนเดียว...กระเหรี่ยงที่ฟังภาษาอังกฤษไม่แตกอย่างชั้น ขอหลีกเลี่ยงการเสวนาภาษาอื่นให้มากที่สุด...ฉันยอมจ่ายค่าตัวแพงขึ้นอีกนิดหน่อยเพื่อเปลี่ยนตั๋วเดินทางที่ต้องแวะ 3 จุดของ Singapore Airlineนั่นคือ กรุงเทพฯ-สิงคโปร์-โอคแลนด์-ไครเชิร์ท มาเป็นของสายการบิน Qantas กรุงเทพฯ-ซิดนีย์-ไครท์เชิร์ท เส้นทางง่าย ๆที่ไม่ต้องเหนื่อยแวะหลายที่ กับประเทศที่เคยเดินทางไปมาแล้ว ไม่น่าจะมีอะไรยากเกินความสามารถของฉัน...แต่ทว่า เรื่องมันเกิดขึ้นตอนที่ฉันไป check in ที่เคาท์เตอร์สายการบิน Qantas ที่สนามบินสุวรรณภูมิ
16.30 น. มีพนักงานที่เคาท์เตอร์เรียกฉันให้ไป check in พอเดินไปใกล้ ๆ ถึงได้รู้ว่าไอ้พนักงานที่โบกมืออยู่หยอย ๆ ทำหน้าคุ้นเคยมันเป็นเพื่อนของชั้นสมัยที่เรียนที่สวนกุหลาบนนท์(ใครจะจำได้บ้างไหมว่าชั้นเคยเรียนที่นั่นมาปีนึงก่อนมาเรียนที่หอวัง...ช่างเหอะ ชั้นก็เกือบจะลบประวัติของตัวเองออกไปจากโรงเรียนนั้นแล้วล่ะ) คุยไปได้ไม่กี่คำเพื่อนก็บอกว่า...เครื่องที่ฉันจะใช้สำหรับการเดินทางในครั้งนี้มัน delay flight เลื่อนจาก 17.25 น.เป็น 20.20 น. อื้ม...ไม่ธรรมดาซะละ delay ซะนานนนนนเลย..เพื่อนจัดการเรื่องตั๋วเดินทางให้ชั้นอยู่นาน 2 นานเพราะตั๋วเดินทางของชั้นนั้นต้องไปต่อเครื่องอีก ถ้ามัน delay แล้วจะยังไง....เพื่อนเงยมาบอกชั้นว่า...
เพื่อน : แก...สงสัยต้องไป re-route ตั๋วใหม่ที่ซิดนีย์นะเพราะว่าตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่าจะเอาเครื่องอะไรมารับคน ที่จะไปไคร์ทเชิร์ท เครื่องจากลอนดอนเมื่อวานมันถูกยกเลิกไป คราวนี้เลยโดนต่อๆ กันเป็น effect domino เลยแก... นิ่ม : (คิดในใจ) นั่นไง ว่าละ...ง่าย ๆ นี่ไม่ได้เลย แล้วไอ้ re-route นี่อะไร...แปลเอาเองง่าย ๆ สงสัยว่าต้อง ไปเสี่ยงดวงเอาเองที่ซิดนีย์ว่า จะบินต่อไปยังไงให้ถึงไคร์ทเชิร์ท....มันจะจัดเครื่องบินอะไรให้บินไปไหนจะถึงวันไหนกี่โมงก็แล้วแต่บุญที่ทำมา...ใครจะปวดขี้เป็นไข้ ญาติป่วย ธุระสำคัญก็ต้องรอสิ่งที่เรียกว่า re-route ได้...ใช่ไหมเพื่อน... เพื่อน : นิ่ม...แกอาจจะต้องไปต่อเครื่องที่โอคแลนด์นะ...แล้วค่อยเข้าไคร์ทเชิร์ท...แต่ตอนนี้มันจองตั๋วจากที่นี่ไม่ได้อ่ะ จนท.ที่ซิดนีย์จะจัดการให้...
โอ้วพระพุทธเจ้าข้า...กูว่าแล้วไง... ชั้นเดินคอตกกลับออกมาจาก counter check in ได้แต่ถามตัวเองว่าทำไมเรื่องยากๆ มันชอบมาเกิดขึ้นกับคนที่ภาษาอังกฤษไม่แตกอย่างชั้นด้วยน๊า....การเดินทางแสนง่ายของฉันกลายเป็นการเดินทางที่ต้องต่อเครื่อง 3 จุด แถมยังต้องไปโอคแลนด์ด้วย...เอาซิ๊....เอาให้พอ เรื่องของเรื่องคือฉันพยายามจะหลีกเส้นทางการไปต่อเครื่องที่โอคแลนด์เพราะว่ามันต้องเปลี่ยนตึกจาก International เป็น Domestic แล้วตึกที่ว่ามันไม่เหมือนแบบสนามบินดอนเมืองบ้านเราที่มีสะพานเชื่อมให้เดิน บ้านนี้เมืองนี้เค้าขีดเส้นสีฟ้าไว้กับพื้นแล้วให้เดินตามเส้นสีฟ้าไป(จริง ๆ แล้วก็คงมีรถ shutter bus แหละ แต่มองหานาน 2 นานแล้ว...ไม่โผล่มาซักที) เส้นที่ว่ามันก็จะลากออกไปนอกตัวตึกเดินไปจนสุดอาคาร เดินข้ามถนน ผ่านที่จอดรถ อาคารจอดรถ ปั๊มน้ำมัน เบ็ดเสร็จเค้าเขียนว่า 12 นาที แต่ชั้นว่าเท่าที่เคยเดินมา คนเอเชียขาสั้น ๆ แบบชั้นก็ฟาดไปประมาณ 20 นาที...ทั้งลมทั้งหนาวและต้องลากกระเป๋าที่เราจะถือขึ้นเครื่องติดไปด้วย...เหล่านั้นคือเหตุผลที่ชั้นไม่อยากไปต่อเครื่องที่นั่นเป็นที่สุดแล้ว...แต่ว่า...ชั้นเลือกได้ด้วยเหรอ...แง ๆ ๆ
20.20 น. เครื่องของชั้นทะยานขึ้นฟ้า...ดีใจสุด ๆ ในที่สุดก็ได้ออกเดินทาง...ครั้งนี้ชั้นเองก็ยังคงมีคำถามเหมือนทุกครั้งที่เดินทางไปประเทศของพวกคอเคซอยว่า...ทำไมมันแม่งมีแต่ฝรั่งหว่า...คน Asia ไปไหนกันหมด..แล้วคนไทยล่ะ...เครื่องบินลำนึงจุคนได้เป็นหลายร้อย...แล้วมันมีคนไทยแค่ 2 คนเนี่ยนะ..ไม่จริงม๊างงงงง... ชั้นไม่คิดหาคำตอบและยังคงสงสัยมาจนถึงวันนี้ อ่อ อีกเรื่องคือ(ฟามลับที่ไม่เคยบอกใครเลย)...ชั้นเกือบเข้าข่ายว่าเป็นโรคจิตไม่กล้าเข้าห้องน้ำบนเครื่องบิน ไม่ได้กลัวว่าสกปรกหรอกนะแต่กลัวเสร่อ...แบบว่าใช้ไม่เป็นประตูเปิดยังไง...อายอ่ะ...ตอนที่ไป ซิดนีย์คราวก่อน...ไม่รู้ทำได้ไง...ตลอดการเดินทาง 10 กว่าชั่วโมงไม่ฉี่สักหยด...เอากะมันดิ ไอ่นิ่ม...
และแล้วเครื่องเดินทางมาถึงซิดนีย์ 9.25 น. ของเช้าวันที่ 5 พ.ย. ชั้นเดินออกไปตามทางด้วยใจตุ้ม ๆ ต่อม ๆ ...ก็เจอพนักงานของสายการบินคนหนึ่งยืนหน้าเมื่อยอยู่ตรงทางออก...ชั้นรี่เข้าไปฟัง..เชี๊ย...กูว่าแล้วไง...ฟังไม่ออกทฤษฏีการรอดตาย...สิ่งแรกที่คิดออกคือ “ฟังไม่ออกจงบอกความต้องการของตัวเองไป”
นิ่ม : “ไค้เชิ๊ดดด...” ชั้นพูดออกไปดัง ๆ ท่ามกลางฝรั่งหัวทอง แหะ ๆ ....พี่พนักงานเค้าหันมามองชั้นจริง ๆ ด้วย พนักงาน : ต๋อนนี่ยังม่ายมี๋ไฟล์ทปายยย...ยืนรอต๋งนี่ก๋อนนน อายจะจาดดดดก๋านห้ายยย...@@#..3@@S,ss
ชั้นฮ้าฮิ้วในใจ....เชี๊ยะ...การสื่อสารโต้ตอบสมบูรณ์แบบ...พี่พนักงานแจ้งข่าวราวกับฟ้าประทานมาให้ว่าเดี๋ยวจะหาเครื่องพาผู้โดยสารทุกท่านไปให้ถึงเป้าหมายให้ได้....เค้านัดให้ไปที่ transit desk รออยู่พักใหญ่ในที่สุดชั้นได้ตั๋วไปไคร์ทเชิร์ทอย่างใจหวัง แต่ทว่า.....ต้องไปแวะโอคแลนด์ก่อนง่ะ....หึยยย...ว่าแล้วไง ในตั๋วบอกว่าเครื่องออกจากซิดนีย์ไปโอคแลนด์เวลา 11.10น. นั่นก็ 10 โมงฝ่า ๆ เข้าไปละ...สนามบิน gate มันอยู่ไกลหรือขาชั้นสั้นก็ไม่รู้ เดินไปนาน 2 นานกว่าจะถึง gate 35 รอไปสิ...พยายามมองหาชาวคณะที่เจอชะตากรรมเดียวกัน...อ่อ..อยู่นั่น ผู้โดยสารหัวทองหัวดำนั่งรอกันเหงือกแห้งเพราะที่บอกว่าจะออกเดินทางตอน 11.10 น.นั้น...มันยังไม่มีวี่แววจะได้ขึ้นเครื่องซักที เอาน่า...ก็พี่เค้าบอกว่าจะพาไปให้ถึงปลายทางเค้าคงไม่หลอกเราหรอกน่า...ก็ไม่ช้าไม่นาน...รอได้ไม่ลำบาก...รอไปเรื่อย ๆ รอ ๆ ๆ ฉันได้ขึ้นเครื่องอีกทีตอนเกือบบ่ายโมง...บัตรทานอาหารที่เค้าแจกให้คนละประมาณ 200 กว่าบาทถูกแปลเป็นน้ำและช๊อกโกแล็ต เพราะเกรงว่าความไม่แน่นอนจะทำให้ชั้นตกเครื่องได้หากมัวแต่ประดิษฐ์นั่งทานข้าว...
เครื่องกางปีก ล้อหุบ...กว่าจะถึงโอคแลนด์ก็ 4 โมงเย็นเข้าไปละ ในที่สุดก็ได้ย่ำนิวซีแลนด์ซะที...ชั้นพาชีวิตน้อย ๆ กับกระเป๋าใบใหญ่ผ่านด่าน Immigration ลัดเลาะมาทีละด่าน...จนถึงจุดที่ต้องสำแดงของว่ามีของต้องห้ามนำเข้ามาหรือไม่...และแล้ว...ชั้นก็ตัดสินใจ Decare ของเพราะว่ามีของฝากเป็นบิสกิตขนมขบเคี้ยวของน้องแมวไปฝากเจ้าบ้านเค้า....ตาลุงฝรั่งโบกมือหยอย ๆ เรียกชั้น...ตาลุงร้องขอดูอาหารแมวที่ชั้นเอามา...มันถูกบรรจุอยู่ในกล่องอย่างดีและชั้นเอาทั้ง 2 กล่องใส่ถุงซิปเรียบร้อย...ตาลุงอ่านส่วนผสม พูดกับพนักงานอีกคนงุบงิบ ๆ ถึงตอนนี้หูชั้นไม่ทิพย์พอเพราะว่าแปลที่เค้าพูดไม่ออก...ตาลุงหันมาบอกชั้นว่าเสียใจด้วยนะ อันนี้เอาเข้าไม่ได้เพราะ...บ้าบออะไรไม่รู้ฟังไม่ทันแปลไม่ออกประมาณว่ามันมีส่วนผสมบางอย่างที่ไม่ปลอดภัยกับสัตว์ในบ้านเค้า...ชั้นพยักหน้าหงึกหงัก บอกไม่เป็นไร พอจะจากไปตาลุงก็บอกว่า...ถ้าจะเอาเข้าก็จะมีค่าดำเนินการ 20เหรียญ แปลว่า 500 บาทไทย...ชั้นตัดสินใจแบบไม่ต้องแปลในทันทีว่า No…I don’t pay for it. เกิดคำถามแบบลัดวงจรขึ้นทันทีว่า...ไหนบอกว่าเอาเข้าไม่ได้ แต่ไงถึงมีค่าดำเนินการ 20 เหรียญถ้าจะเอาเข้า...ชั้นไม่อยากไปต่อกรประคารมกะตาลุงมากเพราะถามไปก็คงได้แค่ถาม หากลูงตอบมาชั้นก็คงหูอื้อไปเพราะแปลที่เค้าพูดไม่ออก...เจ๊ยยยย ช่างเหอะมันไม่ค้นครบทุกกระเป๋าแบบคราวที่แล้วก็บุญแล้วล่ะ...
กว่าเครื่องของฉันจะได้บินไปไคร์ทเชิร์ทก็ ทุ่มนิด ๆ ถึงโน้นก็ประมาณ 2 ทุ่มกว่า ๆ แล้วเครื่องก็ delay อีกรอบ...กว่าจะได้หุบล้อบิน 2 ทุ่มครึ่ง โห้ว...เอาวะสุดท้ายละ เพื่อนรวมขบวน 10 กว่าชีวิตที่ต้องต่อเครื่องแบบทรหดขนาดนี้พากันตั้งชื่อให้ว่าเป็น Survivor team ในที่สุดชั้นก็พาชีวิตมาถึงไคร์ทเชิร์ทตอน 3 ทุ่มครึ่ง พี่ฟิล สามีสุดที่รักของเพื่อนสาวเรามายื่นแอ่นระแน๊รอรับ คนไทยอย่างชั้นดีใจแทบน้ำตาไหล ได้แต่วิ่งเข้าไปกอด ถึงแล้ว...ในที่สุดก็ผ่านด่านทรหดสิบแปดอรหันต์มาได้... โหว...ยังกะเดินทางรอบโลกข้ามเส้นเวลากันให้สนุก คิดคำนวณเวลาทั้งหมดแล้วประมาณ 19 ชั่วโมงในการท่องโลกครั้งนี้ Flight delay ตั้งแต่เริ่มต้น และทุกๆ จุดต่อเครื่องก็ delay ไปอีก...หมดกัน..ไอ่ที่จ่ายไปเพื่อลดความโกลาหลในชีวิตลง....ใช่น้อยนะเนี่ย...(แถมได้แวะโอคแลนด์อีก...สุดปลายตีนเลยงานนี้)
อีก 1 เรื่องแถมท้ายให้ไว้เป็นความรู้คู่ความดีของทุก ๆ คน ว่าหากจะมีใครเดินทางไป 2 ประเทศนี้คือ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ท่านทั้งหลายจะไม่สามารถขนของเหลวหรือสิ่งใดที่สามารถหลอมละลายได้ขึ้นเครื่องไปได้เกินละ 100 ml / ชิ้น /คน เพราะมันเป็นกฎฮ่ะ...อย่าไปรู้เลยว่าเพราะอะไร ของที่ซื้อจาก duty free ประเภทน้ำหอม ครีมโน้นนี่ ได้ทิ้งแน่ตั้งแต่ทางขึ้นเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิ เห็นกับตารถเข็น 3 คัน สารพัดครีม สารพัดกระปุกถูกโยนใส่จนล้น เขาเล่าว่า ถ้าจัดให้เป็นสัมภาระของใช้ส่วนตัวก็จะไม่ติดใจอะไรมากโดยการแกะมันออกจากกล่องเสียและของแต่ละชิ้นจะต้องมีปริมาณไม่เกิน 100 ml ใส่รวมในถุงซิปเปิดได้มองเห็นทะลุได้ และรวมกันทุกชิ้นแล้วไม่เกิน 1 ลิตร.และต้องใส่ในถุงซิบขนาด 20x20 ซม.ได้ อันนี้ของเค้าเข้มงวดกันจริง ๆ เพราะถึงกับส่องแล้วส่องอีก ชั้นเองไหวตัวทันที่ duty free ซอยรางน้ำ ดีนะไม่ซื้อของประเภทน้ำหอมและครีมไว้ ไม่งั้นมีทิ้งตั้งแต่ยังไม่เปิดใช้ เค้าบอกว่า ต่อให้ของเหลวบรรจุในขวดขนาด 200 ml ใช้ไปแล้วเหลือติดก้นขวดไม่ถึง 50ml เค้าก็ตีว่าปริมาณของชิ้นนั้นจะเป็น 200 ml แปลว่าให้ผ่านไม่ได้ เห็นมากับตา...น้ำดื่มก็ห้าม ลิปสติกก็ต้องใส่ถุงซิป น้ำหอมนี่ให้ลืมไปเลย ถ้าอย่างนี้แล้ว เหตุผลก็อย่าไปรู้เลยนะว่าเพราะอะไร..สุดจะเดานะฮ้า...
สุดยอดแห่ง trip ประจำปีนี้ ต้องยกนิ้วให้เลย นอกจากจะเรื่อง Decare ของและ Flight Delay แล้ว ยังจะมีเรื่องด่านสิบแปดอรหันต์อีกง่ะ..ทั้งเรื่องload ของผ่านเครื่อง x-rey ทั้งขาเข้าขาออกสนามบิน 3 แห่ง laptop เพื่อนยากของชั้นถูกแกะตรวจทุกสนามบินทั่งขาเข้าขาออก...นั่นหมายถึงชั้นแกะ ๆ เก็บ ๆ อยู่อย่างนั้นถึง 8 ครั้ง แล้วเป็นอะไรไม่รู้กับเข็มขัดและเสื้อกันหนาว...ถอด ๆ ใส่ ๆ กันอยู่อย่างนั้น ตรวจมันทุกด่าน นึกภาพออกไหม..เวลาจะตรวจแม่งก็รีบ ๆ ถอด รีบ ๆ แกะ ๆ แต่พอผ่านเครื่อง x-rey แล้วป๊าบบ ทั้งเสื้อกันหนาว เข็มขัด (กางเกงแม่งก็หลวม) laptop ถุงซิบใส่ของเหลว ตั๋วเครื่องบิน passport ทั้งหมดนี้ถูกแงะออกมาโชว์เป็นชิ้น ๆ แต่จะรวบยังไงให้ทันโดยที่ต้องเสียเวลาให้น้อยที่สุด คนอื่น ๆ ก็เข้าคิวหลั่งไหลมากดดันจั๊ง... เรื่องเยอะได้อีกน่ะ...แจ๊คพอตหวยออก...คนโชคดีอย่างชั้นจึงได้มีโอกาสลิ้มลองความวุ่นวายชนิดที่ว่าแทบอยากฉีกตั๋วเครื่องบินทิ้งกันไปเลยทีเดียว
October 01 Here on Earth (Episode2)กลับมาละ...หลังจากที่ไปนอนกกได้อยู่นานลองนาน ฟักออกมาเป็นตัวได้ซะที เข้าเรื่อง shopping ดีกว่า...
แดนสวรรค์ของนักช๊อปดินแดนแห่งของก๊อบก็คือเมืองจีนของเรานี่เอง...ของเดี๋ยวนี้ made in china กันหมดอยากได้อะไรก็ไปหาซื้อได้ที่นั่น...จากเซินเจิ้นไม่ใกล้ไม่ไกลจากฮ่องกง...แฟชั่นไปถึงไหนของก๊อบแถวนั้นก็ตามติดแฟชั่นไปแบบเท้าเหยียบเงาหายใจรดต้นคอกันเลยทีเดียว...ของแสนถูกประเภทว่าใครคิดจะไปแต่ไม่มีเครื่องกันหนาวก็ไปหาซื้อแถวโน้นเอาไม่หนักกระเป๋าประหยัดพื้นที่และถูกตังค์กว่าเป็นไหน ๆ (อันนี้จริง ๆนะ) ทั้งเสื้อผ้าแฟชั้นต่าง ๆ ,DVD หนัง,อุปกรณ์ไฟฟ้า,อุปกรณ์ computer แทบทุก Item ในห้างเลยก็ว่าได้....แต่น่าแปลกใจนะว่าทำไมเป็นถึงผู้ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าแต่ว่าไม่มี Brand เป็นของตัวเอง...แหะ ๆ ๆ ก็อย่างที่เค้าว่ากันว่าของที่ผลิตที่จีนคุณภาพตามราคา ซื้อมาไม่เกิน 2 ปีก็พัง...เห็นจะเป็นเหตุผลหลักว่าทำไมถึงไม่มี World Brand กะเค้าซะที...งานนี้ฉันได้เห็น หนุ่ม ๆ สวมวิญญาณนักช๊อป คนหนึ่งอยากไปดู จอ LCDเล็ก ๆติดในรถ อีกคนก็อยากไปดู Antique ส่วนอีกคนก็อยากไปดูกล้องและ DVD หนัง...ส่วนฉัน...วินาทีนี้ไม่เหมาะกับการ Shopping ในวิถีหญิง ๆ เป็นอย่างยิ่ง...ทั้งช้า..ทั้งเลือก...ทั้งเดิน...ทั้งย้วย...มันจะขัดใจอีก 3 หนุ่ม ฉันเลยตกลงใจไปทุกที่ ๆ หนุ่ม ๆ ไปกัน ที่ ๆ ฉันสนุกกับการต่อรองราคาให้กับบรรดาหนุ่ม ๆ ที่ย่านขายของ Antique (อย่างว่าแหละเรื่องแบบนี้ต้องมีตัวช่วยเป็นผู้หญิง) อย่างที่รู้ ๆ กันว่าประเทศจีนนั้นของถูก แต่เราไม่เคยรู้เลยว่าถูกขนาดไหน ของบางอยางนั้นถูกอยู่แล้วสำหรับคนไทยอย่างเรา ๆ แต่ว่าก็ขอต่อซักหน่อยเหอะ จะได้สบายใจ ดังนั้นมันก็เลยต้องมีวิธีในการต่อรองกันหน่อย เขาบอกว่า...ให้ใช้วิธีหยิบมาดูแล้ว สวมวิญญาณนางร้ายช่อง 7 ประเภทคิดในใจ “เหี้ยไรเนี่ย...เอาอะไรมาขายให้กูเนี่ย ใส่แล้วจะคันไหม...ชั้นต่ำ !”เสร็จแล้วก็ให้โยนของนั้นแหมะลงไปที่เดิม ขอเน้นว่าต้องโยนนะ ค่อย ๆ ว่างเนี่ยไม่รู้สึก ภาษาหนังเรียกว่าActing ต้องเยอะหน่อย ต้องเล่นใหญ่ ๆ เข้าไว้ อะไรที่เราเคยเห็นพวกทัวร์จีนมันชอบทำแล้วเรารับกันไม่ได้อะ..นั้นแหละเอาให้เหมือนนะ เสร็จอาเจ๊ทั้งหลายจะถือเครื่องคิดเลขมากดให้ดูว่ากี่บาท รูปปั้นเซรามิกท่านประธานเหมาเจอตุง 250 หยวน...ฉันกดเครื่องคิดเลขกลับไปที่ 100 หยวนแบบอาย ๆ ...แม่งโดนด่าซะ...แต่แปลไม่ออกหรอกนะ...ฉันเดินหนีเลยเพราะรู้ว่าร้านถัดไปก็มีขาย เดินต่อไปเจอราคา 100 หยวน ฉันกดเครื่องคิดเลขกลับไปว่า 20 หยวน เค้าให้ฉันที่ตัวเลข 60 หยวน...ฉันเดินตัวลอย ๆ จากไปแบบไม่ใยดี ซื้อโน้นนี่เสร็จแวะกลับมาลูบ ๆ คล่ำ ๆ แล้วก็เดินจากไป...กลับมาใหม่อีกที ทีนี้อีเจ๊เค้าให้ราคาที่ 50 หยวน...ฉันบอกว่า...ขอ 30 ละกัน....ระหว่างที่พูดก็ลูบ ๆ คล่ำ ๆ ไป...ในที่สุดก็ได้มา... 30 หยวน...เอากะมันสิ ร้านแรก 250 หยวนเท่ากับ 1,250 บาท แต่สุดท้ายซื้อได้ในราคา30 หยวนคือ 150 บาท บ้ารึเปล่า ร้านแรก ๆ ก็ตั้งราคามาได้แล้วก็ไม่ลดด้วยนะประมาณว่า อั๊วจะตั้งราคาแบบนี้ใครไม่ซื้อก็ไม่เป็นไรไม่ง๊อ ไรเงี๊ย...แต่ราคาที่ตั้งเนี่ย ไม่ดูลมเหนือลมใต้เลยนะเหมือนทอยลูกเต๋าได้เท่าไหร่ก็เลขนั้นเลยอ่ะ....ที่ ๆ ไปแล้ว Shopping สนุกอีกที่คือ Ikea ร้านขายอุปกรณ์ตกแต่งบ้านเก๋มี design เหมือน index หรือ homepro บ้านเรา...ของเค้าดีจริงและถูกของแท้...ไม่รู้ว่าอยู่ไหนแต่มีคนบอกให้นั่งรถไฟฟ้าไป...อ้าววววไปกัน...ฉันของจากที่ได้มากมายคณานับ ทั้งโคมไฟตั้งพื้น,โต๊ะญี่ปุ่น,นาฬิกา 4 function ติดตู้เย็น,ชั้นผ้าเป็นช่องๆใส่ของพร้อมลิ้นชัก4ชุด,มีดหั่นขนาดพอดีมือ 2 อัน...เยอะแยะตะแป๊ะไก๋...จำไม่หมดแต่ของทุกอย่างก็ยัดลงกระเป๋าจนพูน...งานนั้นเดินกัน 4 ชม.จนลืมทานข้าวเย็นกันไปเลย อ่อ ที่นี่ต่อราคาไม่ได้หรอกนะเพราะว่ามันเป็นห้าง เห็นราคากับของแล้วอยากเอารถ 6 ล้อไปขนมาซะจริง ๆ September 27 Here on Earth( Episode 1)แหม ดีใจนะเนี่ยที่เพื่อน ๆ หลายคนติดอกติดใจเรื่องย่อฉบับกระเป๋าของฉันที่ post เข้าไปใน e-mail เมื่อครั้งที่ได้ไปตะลุยเมืองจีน ถือว่าเอาประสบการณ์มาแบ่งปันให้ฟังสนุกๆ ละกัน ก็แค่ไม่อยากให้เพื่อนที่กำลังจะเดินทางไปที่นั่นไปเอ๋ออยู่กลางเมืองใหญ่ ที่การสื่อสารไม่เป็นใจยิ่งกว่าหนังเรื่อง lost in Translation ซะอีก....เติมน้ำให้เต็มขวดแล้วเดินตามมา...เดี๋ยวจะพาไปรู้จัก
กลางเดือน ก.ค.เมื่อปีที่แล้ว หนังโฆษณาเหล้ายี่ห้อหนึ่งพาฉันและทีมงานทั้งหมด 4 ชีวิต(โดยมีฉันเป็นผู้หญิงคนเดียว)เดินทางแบบกะเร้อกะรังไปจนถึงเมืองเซี่ยงไฮ้ ระยะเวลาในการเดินทาง 5 ชม.บนเครื่องบินของฉัน ในหัวเฝ้าคิดแต่ว่าจะไปเจออะไรที่มหานครแห่งนั้น เพราะหลายเสียงเหลือเกินต่างบอกว่า... “แหม...ไม่ยากหรอกไปหาลูกค้า เอาแผนที่ให้ที่โรงแรมไปเดี๋ยวเค้าก็เรียก Taxi ให้” ...แหมคุณขาถ้ามันจบแค่นั้นได้ก็ดีสิคะ....หันหน้ามองไปมาใครล่ะเนี่ยจะช่วยชีวิตพวกฉันได้ถ้าการสื่อสารไม่สัมฤทธิ์ผล Producer ไม่ได้แปลว่าทำได้หมดทุกอย่างนะว่อย...ไม่มีใครเผื่อใจสำหรับทักษะ body language ของฉันเลย...เพราะพวกที่ไปด้วยกันเนี่ย ชาวไทยล้วนไม่มีส่วนผสมจีนกันเลยแม้แต่น้อย...ฉิบหายละกู
ฉันเตรียมตัวสำหรับการเดินทางไปต่างประเทศเหมือนทุกครั้ง จะมีไอ่ที่ต่างไปนิดหน่อยก็มีสมุดเล่มเล็ก ๆ อยู่ในมือ...ใช่สิ Producer นี่ต้องจดทุกอย่างว่าใช้จ่ายอะไรไปบ้าง...ในสมุดชั้นจดชื่อเบอร์โทร.โรงแรม...ชื่อที่อยู่ตึกลูกค้า...เบอร์สถานทูตไทย...เหล่านี้เนื้อหาหลักต้องมีพกไว้...นอกจากนี้ชั้นยังมีภาษาจีนที่เขียนเป็นคาราโอเกะแบบไทยๆพกติดไปด้วย คำสำคัญ ๆ สำหรับฉันก็เช่น...ห้องน้ำ...ขี้...เยี่ยว...จอดตรงนี้...หิวข้าว..หิวน้ำ...แค่นี้จริง ๆ ศัพท์อื่นไม่มีอะไรสำคัญไปกว่านี้แล้ว ไม่จำ จำไม่ไหว...เยอะเกิน คำสำคัญสุดท้ายที่จะต้องจำและจำได้ถึงวันนี้แต่ออกเสียงผิด ๆ ถูก ๆ มาตลอดก็คือ.. “เพี่ยนอี้ อี้เจี๊ยน เข่ออี้หม่า” ยาวนะ...แต่จำได้ขึ้นใจ แปลว่า “นี่กี่บาทอ่ะ..ลดหน่อย ๆ เจ๊ จะแพงไปไหนเนี่ย...” อ่อ แล้วก็ตัวหนังสือภาษาจีนของคำสำคัญทั้งหมด...เผื่อออกเสียงไม่ถูกท้องเสียจะได้ไม่ขี้แตกใส่กางเกงก่อนเจอห้องน้ำ....ได้ละ...ออกเดินทางเลยละกัน..รอดแน่กู
หลังจากที่ล้อเครื่องบินแตะพื้น ฉันสะดุ้งโหย๋งอีกทีเมื่อได้ยินเสียงตะโกนดัง ๆ แต่ฟังไม่ได้ศัพท์...ฉันมองตาม... สิ่งที่วิ่งมากระแทกตาของฉันเข้าอย่างจังคือเจ้าพนักงาน ตม. บุคลิกพี่แกช่างสมกับการเป็นประชากรประเทศคอมมิวนิสต์แห่งนี้จริง ๆ พี่แกเรียกคนให้ไปเข้าแถวยังกะเรียกเชลยศึกในค่ายอพยพให้ไปรับบริจาคอาหารยังไงอย่างงั้นเลย...นี่ฉันอยู่ส่วนไหนของโลกใบจิ๋ว ๆ นะ...
ฉันไปถึงโรงแรง...ในเวปมันบอกว่าโรงแรม 5 ดาว...โอเค น่าจะปลอดภัยเรื่องการสื่อสาร ฉันติดต่อเรื่องห้องพัก พนักงานรับเรื่องสนทนาเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงจีน...โอเค รับได้...แต่พอบัตรเครดิตไทยพานิชย์ที่เอาไปรูดสำหรับ check in มีปัญหาป๊าบ....หลังจากนั้นคุณพี่ก็พ่นภาษาจีนใส่ทันที....
นิ่ม : “What’s the credit card that I can use or do you want me to deposit in cash?” แปลแบบเสี่ยว ๆ ว่า...การ์ดใบไหนใช้ได้คะ หรือว่าจะเอาเงินมัดจำห้องเป็นเงินสดคะ พนักงาน : “##$@$@)!!#!@(E)#” เหี๊ยมึงพ่นภาษาอะไรใส่กูเนี่ย (>..<) ไม่ได้การละฉันเริ่มมองหาตัวช่วย... นิ่ม : เมลวิน ช่วยหน่อย...ไม่รู้พูดภาษาอังกฤษผิดรึเปล่า...ไมแม่งพูดจีนใส่เราฟะ ฉันเรียกหามนุษย์ผู้ชายลูกครึ่งไทย-มาเลย์พูดภาษาอังกฤษได้แจ่มแจ๋ว...แต่มันก็ไม่ได้ผล คุณพี่สุดยอดพนักงานโรงแรม 5 ดาว ไม่ได้ถูก Program ให้พูดภาษาอังกฤษประโยคอื่น ฉันเลยใช้วิธีเอาบัตรเครดิตทุกใบที่มีมากางให้พี่แกเลือกหยิบ...เอาเลยพี่ฮ้า...กูไม่รู้จะทำยังไงละฮ้าพี่...
หิวโซ...ตาลาย...อาหารมื้อแรกวันนั้นเราตัดสินใจไปแถวย่านธุรกิจเหมือนถนนสีลมบ้านเรา เพียงเพราะอยากสัมผัสรสชาติ local food....สวมวิญญาณสัญชาติญาณนักชิม มองหาร้านเก่า ๆ ง่อย ๆ แต่มีคนเยอะ ๆ หน่อย..มองไปมองมาชิ้นหมูแดงกะเป็ดย่างที่แขวนอยู่ในตู้กระจก..มันหยดติ๋ง ๆ กวักมืออยู่ไหว ๆ มองเข้าไปข้างในตู้เห็นเครื่องในเป็ดพะโล้สารพัดอย่างกองสุมแยกชนิด...ร้านนี้ละกัน...นับจากนี้ให้นึกภาพไปพร้อม ๆ กัน...ร้านเหมือนร้านก๋วยเตี๋ยวบ้านเราที่มี อาเจ๊ก อาม่า อาตี๋ มาช่วยกันขายของ เรา 4 คนเข้าไปนั่ง...รอให้คนมารับ order รอให้คนเอาน้ำแข็งเปล่ามาเสริฟ...รอไป 5 นาที เห็นว่าคนเยอะเดี๋ยวเค้าคงเดินมาถาม...รอก่อน...คนเดินขวักไขว่ไปมา...ฉันจับต้นชนปลายไม่ถูกเห็นแค่ว่าอาแปะ กะเด็กวันรุ่นอีก 2-3 โต๊ะ ที่มาทีหลังฉันซดน้ำแกงโฮก ๆ จ่ายเงินแล้วเดินออกร้านไปโต๊ะแล้วโต๊ะเล่า...ฉันหิว....แต่ก็พยายามเก็บอาการไว้แบบสุดชีวิต...พยายามสังเกตจากลูกค้ารายใหม่ที่เข้ามาว่าเค้าทำยังไง...แต่ว่าเค้า....เดี๋ยวเดินไปที่ตู้เป็ด เดี๋ยวเดินไปที่ผู้ชายหน้าร้าน เดี๋ยวเดินไปที่ตู้เป็ดอีกที เดี๋ยวมีบะหมี่มาเสริฟซึ่งมีแค่เส้นบะหมี่น้ำมีผัก 2 ต้นอยู่ในชาม เค้าทานแค่นั่นแล้วก็จ่ายเงิน... เหี๊ย...กูอยากทานบะหมี่เป็ดกะบะหมี่หมูแดง...ฉันใช้วิธีลุกไปจิ้มที่ตู้เป็ดแบบโง่ ๆว่าเอาโน้นเอานี่ ด้วยความคิดที่ว่ามันคงไม่มีใครมารับ order แบบบ้านเราหรอก...แล้วก็ใช่จริง ๆ ด้วย อาเฮียที่สับเป็ดตะโกนโหวกเหวกบอกอาโกที่ยืนอยู่หน้าร้านพร้อมชี้โบ๊ชี้เบ๊มาที่ฉัน ดูจากอาการแล้วคงประมาณว่า... “เห้ย มึงเอาอีเดะนี่ไปที มันท่าจะสั่งม่ายเป็ง มาชี้เปะกะหมูแลงอยู่หน้าตู้เนี่ย...” อาโกเดินมาส่งภาษาจีนฟังไม่รู้เรื่อง...ชั้นเลยชี้ไปที่ตู้เป็ดแล้วบอกว่าเอา 2 ที่ ชี้ไปที่หมูแดง 1 ที่...แล้วก็เครื่องในเป็ด...อาโกจด ๆ ๆแล้วจากไป ....เรา 4 คนมองหน้ากันแล้วตื่นเต้นกันอาหารที่สั่งไปว่าจะได้อะไรมาแดก....ฮ้าฮิ้ว...มาละ...เค้ายกบะหมี่น้ำมาให้เรา 4 ที่ บะหมี่น้ำของเค้าประกอบไปด้วย...เส้นบะหมี่สีเหลืองเส้นตรง ๆ ลวกอยู่ในน้ำบะหมี่ใส ๆเหมือนน้ำต้มกระดูกหมูธรรมดา...ผักป๋วยเล้ง 2 ต้น....แค่นี้ สักพักหมูเห็ดเป็ดไก่ที่สั่งไปก็ยกมา บนโต๊ะไม่มีเครื่องปรุงอะไรทั้งสิ้นมีแต่กระบอกตะเกียบพลาสติกสารพัดสีแบบ minimal ไม่มีช้อน...ไม่มีทิชชู ไม้จิ้มฟัน พวงเครื่องปรุง พริกไทย...ไม่มี ! เอ้าพวกเรา...แดก...ซดกันโฮกฮาก ๆ เรอเสร็จก็ปาดปากจ่ายตังค์เป็นอันจบ ! มาเรียบเรียงเอาทีหลังว่า...เวลามาที่ร้านนี้ต้องเดินไปหาอาโกที่หน้าร้านบอกว่ามากัน 4 คน เอาหมูเห็ดเป็ดไก่อะไรก็สั่งตรงอาโก โดยดูจากในตู้...เสร็จก็เข้ามานั่งเค้าก็จะยกบะหมี่มาเสริฟ เหมือนบ้านเรายกข้าวเปล่ามาให้...เสร็จกับข้าวก็จะถูกยกตามมา แต่กับข้าวเค้าเป็นหมูแดง...แค่นั่นเอง...ฉันเห็นเค้ายกผัดผักออกมาเสริฟโต๊ะอื่น...อยากทานกันจนตัวสั่น...แต่ตกลงกันแล้วว่า...ท่าทางจะอดเพราะมันเป็นการออกคำสั่งแบบขั้น advance มากเพราะไม่รู้ชื่อไม่มีรูป เลยได้แต่บอกว่า...ฝากไว้ก่อนเหอะมึ๊งงง...ออกมายืนหน้าร้านไม่ถึง 5 นาทีกำลังจะตัดสินใจว่าจะไปไหนต่อ คนไทย 4 คนคอแห้ง...ลิ้นแห้ง....น้ำลายเหนียว...ฉันเกิดมาพึ่งเคยรู้สึกหิวน้ำจบจะขาดใจตายก็คราวนั้นเอง...ฉันเดินเข้าไปในมินิมาร์ทหาน้ำเปล่าบรรจุขวด...ไม่รู้ยี่ห้อไหนดี...เพราะฉันรู้ดีว่าการดื่มน้ำต้องเลือกให้ดีถึงแม้ว่าจะบรรจุขวดwrap plastic อย่างดี...ก็ใช่ว่าจะเป็นน้ำสะอาด...ชั้นมองหาป้ายโฆษณาน้ำดื่มที่อยู่ในร้าน...เอาวะยี่ห้อนี้แหละ...มันมีตังค์พิมพ์ป้ายโฆษณา....มันก็น่าจะโอเคล่ะ... ได้ดื่มน้ำ...ชีวิตดีขึ้นโข....พวกเราเดินเฉิดฉายไปตามถนนเห็นร้านหนึ่งขายหมี่ผัดน่าทานทีเดียว ประมาณผัดไทยข้าวสารบ้านเรา คนรอซื้อจนล้นมาหน้าร้าน...ฉันเลยเข้าไปมุงมั่ง....โอ๊วววเห็นคาตา อีเจ๊แกผัด ๆ อยู่ เปิดกระป๋องคนอร์ผง...เอามือควัก...สาดใส่กระทะไป 2 กำ...ฉันสืบเท้าออกมาจากร้านนั้นแล้วบอกกับตัวเองในใจว่า “แค่นี้นะ กูไม่อยากมาตายที่นี่ ” คนไทยที่ว่าใส่ผงชูรสในอาหารเยอะเนี่ย...ขอให้ยอมแพ้ที่นี่ไปเลย ฉันขอบคุณในความเสือกครั้งนั้นทำให้ฉันรู้ตั้งแต่วันแรกที่ไปถึงเลยว่า...เราคงหนีเรื่องแบบนี้ไม่พ้นแน่...และพกน้ำไว้เลยนะ 2 ขวดสำหรับคนดื่มน้ำเก่ง.... ฉันได้มีโอกาสไปทานอาหารในร้านอาหารหรูแห่งหนึ่งชื่อ “Shainghai Hight” เป็นร้านอาหารอยู่บนยอดตึกริมฝั่งแม่น้ำ ประมาณร้านซีรอคโคบ้านเรา...ฝั่งตรงข้ามเป็น Shanghai Tower ที่มีรูปร่างทรงวิทยาศาสตร์สุดล้ำสมเป็น Landmark สำคัญของเมืองนี้ มื้อนั้นฉันสั่ง Pumkin Soupไป บริกรยกมา...เง๊อ....ซุบสีเหลืองอ่อนมีขนอ่อนหงิกงอนอนแอ่นระแน๊ยิ้มให้อยู่กลางชาม คิดในใจ...ยกมาเสริฟมึงไม่เห็นกันเลยรึไงเห๊ออออ....มื้อนั้นฉันทานแต่สลัดน้ำใสกับขนมปังที่ยกมาเป็นอาหารเรียกน้ำย่อยก็เกินอิ่มแล้วล่ะ... ฉันรู้แล้วว่าบ้านนี้เมืองนี้ ทานอะไรต้องระวังไม่ว่าจะร้านแบะกะดินหรือว่าภัตตาคารบนตึกสูงระฟ้า...ผักปลาไม่ได้บริสุทธิ์สดใสเหมือนในบ้านเรา...แหล่งน้ำอยู่ใกล้กับแหล่งโรงงาน มองเห็นได้ชัดตอนเครื่องบินลดระดับ...หลังคาโรงงานเป็นทิวแถวปลูกอยู่ข้างแม่น้ำสายใหญ่ อย่างที่รู้...เค้าใช้ปุ๋ยชีวภาพเอามารดผัก ถ้ามองเห็นลานปูนโล่ง ๆ มีน้ำแฉะ ๆ นองอยู่บนลาน...ก็ชีวภาพของแท้ที่บ้านเราเรียกว่า...ขี้....น่ะค่ะ.....ขี้วัวขี้ควายก็โอเคนะคะ...แต่ขี้คนเนี่ย... .เดี๊ยนรับไม่ได้จริง ๆค่ะ...ยี๊
เริ่มด้วยเรื่องกินจบด้วยเรื่องขี้อ่ะ...ไม่ไหว ๆ ติดตามตอนต่อไปเร็ว ๆ นี้...คราวหน้าจะพาไป Shopping ล่ะ September 24 Life is Beautifulนิ่ม : “ป้าคะ ดินสอนี่ขายยกกล่องไหมคะ ?” ป้า : “คิดเป็นแท่งตามที่ขายแยกอ่ะ ยกโหลก็ไม่ได้ลดนะ”
ป้าพนักงานคิดเงินแผนกเครื่องเขียนตอบฉันแบบไม่อีนังขังขอด
นิ่ม : “??!!??” คิดในใจ... ตอบตรงคำถามไหมเนี่ย...
เวลาผ่านไป 20 นาที ฉันมายืนตรงหน้าป้าอีกทีพร้อมของกองพะเนินให้ป้าคิดเงิน ป้ามองของแล้วหน้ามองฉัน
ป้า : “น้องซื้อไปแจกเหรอ”
ป้าถามด้วยน้ำเสียงเปลี่ยนไปเพราะของที่ฉันเอามากองให้ป้าคิดเงินเป็นดินสอแฟนซี 3 กล่องใหญ่ประมาณ 150 แท่ง ดินสอสีอีก 10 กล่อง เชื่อกกระโดดอีก 10 เส้น ห่วงยางอีก 4 อัน และสติ๊กเกอร์ลายการ์ตูนอีกเพียบ
นิ่ม : “ค่ะป้า จะเอาไปแจกเด็กที่โรงเรียนที่ใต้อ่ะค่ะ” ป้า : “ 3 จังหวัดชายแดนน่ะเหรอ” นิ่ม : “ค่ะป้า” ป้า : “น้องเป็นอาสาสมัครเหรอ ?” นิ่ม : “เปล่าค่ะ พอดีมีเพื่อนจะลงไป เลยจะฝากเค้าไปค่ะ” ป้า : “เหรอ...นี่น้องจ่ายเองหมดเลยเหรอ ?”
ฉันไม่แน่ใจว่าเพราะของที่กองพะเนินอยู่ตรงหน้ายอดบิลหลักพัน ดูจากหน้าฉันแล้วมันเกินกว่ากำลังทรัพย์จะสู้ไหวหรือว่าเป็นเพราะป้าแกกำลังสนใจในสิ่งที่ฉันทำอยู่
นิ่ม : “ค่ะ...จ่ายเอง” ป้า : “เอางี้ เดี๋ยวป้าแอบลดให้นะ...” นิ่ม : “ขอบคุณค่ะป้า”
ฉันขอบคุณไปแบบงง ๆ ว่าป้าจะแอบลดให้ได้ยังเพราะที่ ๆ ฉันเดินเข้าไปซื้อของคือร้านศึกษาภัณฑ์ ราชดำเนิน เค้าแปะป้ายไว้หราว่า โชว์บัตรสมาชิกฯ ได้ลด 5% ฉันไม่มีอะไรไปโชว์ทั้งสิ้นนอกจากหน้าแห้ง ๆ กับคำขอบคุณ แต่ช่างแกเหอะลดให้ฉันก็ยินดี
ป้า : “นี่นะน้อง ป้าลดให้ 10 %.....เอาลังไหม ของเยอะแบบนี้จะขนไปยังไง เอารถมาเองรึเปล่า” นิ่ม : “ลังใหญ่ไหมคะป้า...หนูมา Taxi” ป้า : “ใหญ่เหมือนกัน แต่มา taxi ไม่น่าจะใส่ Taxi ได้....” นิ่ม : “??!!?!???”
....งงไปอีกรอบ.... รถ Taxi กะรถบ้านขนาดมันต่างกันตรงไหนป้าคิดว่าถ้าฉันมีรถ รถฉันจะเป็นรถกะบะขนของแบบ Hilux Vigo รึไง...
นิ่ม : “งั้นไม่เป็นไรค่ะป้า เดี๋ยวหนูต้องไปดูของตรงแผนกอื่นอีกจะฝากของไว้ตรงนี้ก่อนได้ไหมคะ” ป้า : “เอาสิ นี่จะไปดูอะไรอีก” นิ่ม : “จะไปดูสื่อการสอนพวก CD น่ะค่ะ” ป้าแกเหมือนชะเง้อชะแง้หาใครซักคน ป้า : “จุ๋ม...นี่น้องเค้าจะซื้อของไปให้เด็กที่ใต้ พาน้องเค้าไปหน่อย แล้วลดราคาให้เค้าด้วยนะ 10%” นิ่ม : “โหว...ขอบคุณมาก ๆ ค่ะป้า”
ยกมือไหว้เสร็จชั้นก็รีบแจ้นไปดูของ เพราะคำสั่งของป้านี่เองทำเอาคนแถวนั้นแทบจะปูพรมแดงให้ฉันเดินเลยทีเดียว....วันนั้นขนาดไปยังไม่ถึงไหน บุญก็ทำให้ฉันยิ้มแป้นได้ทั้งวัน....
ระหว่างระยะทางจากราชดำเนินไปรัชดา ฉันนั่งใจลอยอยู่บน Taxi ตั้งใจจะไปตามหา CD สื่อการสอนให้เด็ก ๆ Fortune ฉันนั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยกับสิ่งที่ฉันพึ่งเจอมา มันทำให้ฉันนึกย้อนไปถึงครั้งหนึ่งที่เคยทำให้ฉันเกิดความรู้สึกแบบนี้...
ประมาณกลางปีที่แล้ว....ฉันได้รับโจทย์ให้ทำโฆษณาเฉลิมพระเกียรติให้ในหลวงที่ครองราชย์ครบ 60 ปี เป็นเรื่องของเด็กหญิงคนหนึ่งที่ตัดสินใจเขียนจดหมายเล่าเรื่องความลำบากของตัวเองไปหาในหลวงและในที่สุดก็ได้รับความช่วยเหลือจากในหลวง....
งานนั้นอุปสรรคใหญ่อยู่ที่งบประมาณในการถ่ายทำ....มันน้อยเสียจนฉันคิดไม่ออกว่าจะใช้วิธีไหนดี ใครทำงานProduction น่ารู้ดีว่า การถ่ายทำด้วย film 35mm, sync sound,ใช้ทีมงานฝีมือคุณภาพ,ถ่ายทำต่างจังหวัด 2 วัน กลางฤดูฝน มันเต็มไปด้วยค่าใช้จ่ายและการที่ต้องเตรียมเงินบางส่วนไว้สำหรับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพราะเงื่อนไขทั้งหมดนี้...เต็มไปด้วยปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาที่อยู่นอกเหนือการคาดเดา....ฉันจำได้แม่นว่าทีมงานทุกคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “ทำให้ในหลวง...มีเงินเท่าไหร่ก็ทำ....ทำเพื่อในหลวงกัน” งานนั้นทุกคนให้ใจฉันทำงานเพื่อในหลวง....ทำไปมีความสุขกันไปจนลืมเหนื่อย...
ตัดกลับมาที่ป้าตอนที่ถามว่า “เอาไปแจกเด็กที่ใต้เหรอ เดี๋ยวแอบป้าลดให้นะ” มันเป็นความรู้สึกเล็ก ๆ ที่ทำให้ฉันรู้ลึกดีไม่น้อยว่า ท่ามกลางความวุ่นวายของเมืองกรุงที่มีแต่การแย่งชิงกัน ก็ยังมีเรื่องราวดี ๆ ของคนจิตใจดี ๆ ปะปนอยู่ นี่แหละนิสัยของคนไทยที่ทำให้ฉันมีความสุขเล็ก ๆ ไปอีก 1 วัน April 08 ชีวิตสุดประหยัดบทสนทนาบนโต๊ะอาหารมื้อกลางวันวันนี้...ทำให้ฉันแทบจะกลืนข้าวไม่ลงเมื่อมีคนพูดว่า ปลายปีนี้อาจจะมีสงครามกลางกรุงเกิดขึ้นอีกรอบ...ฉันนั่งนึกถึงภาพความหายนะที่จะเกิดกับสภาพเศรษฐกิจบ้านเรา...และไม่ต้องนึกเลยว่าชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร
ฉันพยายามคิดทบทวนและเตรียมชีวิตไว้เพื่อรับมือกับสภาพเศรษฐกิจอันเลวร้ายที่จะมาถึง ฉันคิดแค่ว่าการพยายามเก็บหอมรอมริบไว้ตั้งแต่วันนี้น่าจะเป็นการดี เพราะอย่างน้อยก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเงินคือสิ่งสำคัญที่เป็นตัวขับเคลื่อนชีวิตของโลกปัจจุบัน คำถามแรกที่เกิดขึ้นกับฉันคือ ฉันจะเดินกอดคอไปกับการ “รัดเข็มขัด” เฉกเช่นเพื่อนสนิทได้ไหมเนี่ย...มันก็ต้องลองดูกันสักตั้ง
ฉันลุกขึ้นมาบอกตัวเองว่า มันต้องทำได้สิ...ในวันที่ทั้งเดือนเราเหลือเงินแค่หยิบมือตั้งแต่ต้นเดือน...เราก็ยังฝ่าฟันพาชีวิตรอดมาจนถึงสิ้นเดือนได้โดยไม่อดตาย มันไม่น่าจะยากถ้าเราจะใช้เงินตามข้อแม้นั้นได้ในเดือนอื่น ๆ หรือจะลองคิดดูว่าจะต้องเก็บเงินเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมดดู หรือจะไปลองเปิดบัญชีฝากประจำไว้ ก็น่าสนใจดี ฉันคิดว่าฉันคงเป็นโรคเดียวกับคนส่วนมาก นั่นคือมีเท่าไหร่ใช้เท่านั้น...แปลว่ามีเท่าไหร่ก็ใช้หมด ฮ่า ๆ ๆ...วิธีการแก้นิสัยเสียของฉันก็คือการต้องเอาเงินไปไว้ในที่ ๆ ยากที่จะหยิบออกมาใช้ โดยปกติที่ฉันทำก็คือการไปเปิดบัญชีที่ไม่มี ATM ซึ่งมันก็เข้าทางสำหรับการไปเปิดบัญชีฝากประจำ...น่าจะเป็นเรื่องที่ดี แต่สำหรับบางคนที่ต้องจัดการกับหนี้สินที่พะรุงพะรังแล้วล่ะก็...แบ่งจ่ายซะให้เรียบร้อยแต่อย่าลืมว่าก็ควรจะต้องแบ่งเงินเก็บไว้ด้วยเหมือนกันมันอาจจะเป็นสัดส่วนที่น้อยลง แต่ก็ดีกว่าที่ไม่แบ่งเก็บใช่มั๊ยล่ะ
ชีวิตแสนลำเค็ญเมื่อต้องฝ่าฟันเศรษฐกิจกันแสนวิกฤติที่สวนทางกับวัตถุนิยม...ไม่ยาก.....ถ้าครั่นเนื้อครั้นตัวมากอยากจะ shopping ขึ้นมาแล้วล่ะก็...ซื้อซะ...ซักอย่างที่อยากได้แต่ว่าต้องดูจังหวะของการซื้อ ถ้าเป็นในห้างแล้วล่ะก็เล็งวันที่ให้ดี ๆ ว่ามันจะ sale วันไหนก็ค่อยไปลุยวันนั้น...ใครมีหนุ่มไปกะหนุ่มใครมีสาวไปกะสาวแต่อย่าเผลอใจไปกะขา shopping ด้วยกันล่ะเพราะเดี๋ยวจะฉุดไม่อยู่ สาวๆหลาย ๆ คนคงมีประสบการณ์แล้วล่ะว่าทำไมเวลาไป shopping กะหนุ่ม ๆ แล้วมันไม่เคยได้ดั่งใจ ถามอะไรไปก็เดินหนี ให้เลือกอะไรก็เหมือนไม่ได้ตั้งใจเลือก...เขาคนนั้นแหละที่ควรพาไป shopping ด้วยอย่างยิ่ง แล้วอย่าไปบ้าพลังมากของ brandname เดี๋ยวนี้แทบจะไม่มีใครใช้แล้ว Trend บ้านเราเปลี่ยนทุก ๆ 3 เดือน วันก่อนเพื่อนที่ทำเสื้อผ้าขายที่ JJ บ่นให้ฟังจนหูเปียกว่าเดี๋ยวนี้ขายของยาก...ของทำออกมาเยอะ แข่งกันเองจะตั้งราคาสูงก็ไม่ได้เดี๋ยวไม่มีใครซื้อ แค่เสื้อยืดตัวละ 250 นี่ก็แทบจะไม่มีใครเดินเข้ามาดูในร้านแล้ว ต้องติดป้าย Sale 100 ทั้งร้าน แบบนี้ตะหากคนถึงจะรุมทึ้งของกันยังกะแจกฟรี...เอาแล้วไงล่ะเสียงผู้ผลิตส่งผ่านมายังผู้บริโภคปากโป้งอย่างเรา เดี๋ยวนี้ของกิ๊บเก๋ design เจ๋ง ๆ ...หาได้ตามตลาดนัดมีถมถืดไป...ใครที่บ้าพลังติดยี่ห้อ..อนุญาตให้ทั้งเนื้อทั้งตัวแพงสักชิ้นก็ยังพอทน จะรองเท้าหรือนาฬิกาก็เอาสักอย่างยุคนี้ Street Ware กำลังมา...เป็นบุญคุ้มหัวนักแต่งตัวทั้งหลายที่ไม่ต้องไปแห่ซื้อของ Brandname แบบเมื่อก่อน
สำหรับใคร ๆ ที่บ้าพลังซื้อ CD หรือDVDแล้วล่ะก็...เชิญที่ Fortune ชั้น 3 เลือกได้ตามใจแผ่นก๊อบแผ่นผี....เดี๋ยวนี้คุณธรรมมักสวนทางกับเงินในกระเป๋าของดีมีลิขสิทธิ์มันจะขายไม่ได้ก็เพราะคนอย่างเรานี่แหละ....ช่วยชาติแต่ไม่ช่วยเงินในกระเป๋า...หยุดคิดสักครู่แล้วจะได้คำตอบว่า “ไม่เป็นไร...ฉันไม่ใช่คนดีขนาดนั้น...” แล้วก็ซื้อซะ ส่วนเพลงไปหา load ฟรี ๆ ได้ตาม internet อย่างwww.limewire.com เพลงไหนหาไม่เจอไปหาได้ในนั้น แถมเดี๋ยวนี้ internet มีประโยชน์อยากอ่านอะไรอยากดูอะไร...แหกตาดูได้ไม่ต้องถ่อออกบ้านไปเสียตังค์
ใครจะออกไปไหนหัดวางแผนซะก่อนว่าเดินทางไปทิศไหนมันคุ้มกันรึเปล่าหัดเดินทางด้วย Public Transport ซะบ้าง รวดเร็วประหยัดพลังงานดีแท้ ใครที่มีรถส่วนตัวจะมองเห็นจุดคุ้มทุนยากสักหน่อย แต่อย่างฉันไม่มีรถส่วนตัว...จะไปไหนที การวางแผนการเดินทางนั้นมีประโยชน์จริง ๆ ถ้าไม่ใช่การเดินทางเพื่อธุระล่ะก็ อย่าเอาใจอยากเป็นที่ตั้งให้เอาสถานที่ที่จะไปเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางจะดีที่สุด
คนเรามักหมดไปกับการกินโดยไม่รู้ตัว ฉันคนหนึ่งล่ะที่ยอมจำนนจริง ๆ กะเรื่องกินที่ห้ามใจไม่ค่อยจะได้....อย่างที่ฉันเคยบอกไปแล้วว่าว่าฉันจะจดทุกอย่างที่กินเข้าไปว่าอร่อยคุ่มค่าสารอาหารและเงินในกระเป๋ารึเปล่า บางครั้งฉันเลือกซื้อผลไม้หรือขนมที่หั่นเป็นชิ้น ๆ เพื่อแบ่งให้คนโน้นคนนี้ทานได้หลาย ๆ คน มันทำให้ไม่รู้สึกผิดว่าการประหยัดต้องรัดเข็มขัดไปเสียทุกอย่าง อย่างน้อยการรัดเข็มขัดก็ทำให้เราได้รู้จักการ Give&Take ไม่ใช่เรื่องของคำว่า “งก” หรอกนะจ๊ะ เข้าสู่ยุครัดเข็มขัดเช่นนี้ สงสัยว่าสาว ๆ คงต้องหันมาหัดทำอาหารทานเองซะบ้างแล้วล่ะ ไม่ต้องเปรียบเทียบอะไรมากก็เห็นอยู่ชัด ๆ แล้วว่าทำทานเองประหยัดกว่าเป็นไหน ๆ ว่าแต่รสชาติจะเป็นยังไงก็ต้องลองทำกันดู...อย่างฉันเป็นพวกทำอาหารไม่เป็นยังหาทางออกไม่ได้ซักทีว่าจะเริ่มต้นจากอะไรดี ตอนนี้พยายามหาน้ำพริกมาแล้วเอาผักมานึ่งใน Microwave ก็เป็นรสชาติแบบบ้าน ๆ เบา ๆ ดีเหมือนกัน นอกจากอุ่นและต้มแล้ว...ชาตินี้ฉันต้องหาให้ได้ว่าMicrowave ทำอะไรได้อีกบ้าง....
เมื่อก่อนฉันกับเพื่อน ๆ เคยเล่นเกมส์เหมือนรายการTV ของญี่ปุ่นรายการหนึ่งชื่อ “ชีวิตสุดประหยัด” ที่กำหนดให้ดำรงชีวิต 1 เดือนด้วยเงิน 8,000 บาท เล่นแล้วสนุกชะมัด ประหยัด เงินเหลือ แถมผอมอีกตะหาก ใครอยากขุดเกมส์นี้ขึ้นมาเล่นอีกก็ดีเหมือนกันนะ...แต่ต้องเล่นหลายๆ คนแล้วก็เขียนลงบัญชีไว้ว่าไปทำอะไรมา March 26 เขาบอกว่า You are what you eatปีใหม่ที่ผ่านมาตั้งใจหนักแน่นไว้ว่าจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการเสพอาหารโดยเลือกเสพเฉพาะสิ่งที่เป็นประโยชน์กับร่างกายและงดเนื้อสัตว์ทุกประการ(เพราะร่างกายฉันมีก้อนเนื้อประหลาดที่เข้าคิวผ่าตัวอยู่เรื่อย ๆ )ด้วยเหตุนี้ฉันจึงอยากปรับเปลี่ยนวิธีการทานอาหารของฉันด้วยการงดเนื้อสัตว์แบบค่อยเป็นค่อยไป...
ฉันเริ่มต้นด้วยการจดทุกสิ่งที่ทานไปในแต่ละวันแต่ละมื้อ นอกจากมันจะช่วยให้เรามองเห็นว่าเราทานอะไรเข้าไปบ้างในแต่แล้ว มันยังทำให้เรามองเห็นว่า วันหนึ่ง ๆ เราจ่ายเงินไปกันเรื่องการกินอาหารแบบสมน้ำสมเนื้อไหม... ระหว่างบุฟเฟ่เนื้อย่างเกรด A ของร้านอากิโยชิในราคาเหมาจ่าย 400 บาทกับคะน้าน้ำมันหอยร้านบุญตงเกียรติที่ซอยทองหล่อจานละ 80 บาท...ฉันเป็นคนที่เลือกทาน... “เลือก” ที่ว่า...หมายถึงเลือกร้านที่อร่อย...เพราะฉันไม่ใช่คนที่ทำอาหารทานเอง เมื่อทุกอย่างยืนอยู่บนพื้นฐานของความอร่อย แน่นอนว่าอาหารการกินบางมื้อของฉันมันก็จะมีราคาแพงกว่าปกติ และบางมื้อก็อาจจะเป็นราคาตลาดนัด...ของอร่อย ๆ บางอย่างไม่จำเป็นต้องมีราคาแพงเสมอไปแต่ของที่มีคุณภาพดี...นั้นมีราคาแน่นอน...
กลับมาที่เรื่องการ record ทุกสิ่งที่ทานไป...ฉันไม่รู้ว่าคนอื่นจะรู้สึกไหมเมื่อกลับมาอ่านทบทวนและแยกประเภทสารอาหารที่ทานเข้าไป...มันน่ากลัวจริง ๆ แค่คิดถึงน้ำหนักของสิ่งที่ทานเข้าไปในแต่ละมื้อกับที่ถ่ายออกมาในแต่ละครั้ง จะเห็นถึงส่วนต่างของน้ำหนักเป็นกิโลกรัม อย่างน้อย ๆ ฉันก็ไม่เชื่อว่าสิ่งที่ตกค้างอยู่ในตัวเราทั้งหมดคือสารอาหาร ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้ามันต้องมีอะไรค้างอยู่ในลำไส้หรือในกระแสเลือดแล้ว...ฉันขอให้เป็นสิ่งที่อันตรายน้อยที่สุด เท่านั้นเองในคิดได้อย่างนั้นฉันจึงขอเลือกทานแบบสมดุลซะหน่อยละกัน
“สมดุลย์” ที่ว่า ฉันมองแค่ว่าถ้าวันนี้ทานอะไรที่ทรมานร่างกายมากไปไหม เช่นมื้อเช้าทานนมกะกล้วย กลางวันทานข้าวไข่เจียว ตกเย็นทานก๋วยเตี๋ยวเนื้อ...เมนูประจำวันนี้ฉันมองว่า...ร่างกายทำงานหนักเกินไปสำหรับการย่อยอาหารประเภทเนื้อและแป้ง.... กลับบ้านฉันต้องทาน Anti-Oxidant เพื่อช่วยในการขับของเสียที่ตกค้างจากการเผาผลาญของร่างกาย และวันต่อมาฉันก็ทานอาหารประเภทย่อยง่ายขึ้นและหลีกเลี่ยงแป้งในมื้ออาหารหลังเวลา 3 ทุ่ม
สาร “Anti-Oxidant” คืออะไร ? มองภาพแบบง่าย ๆก็คือ เหมือนเราเผากิ่งไม้สิ่งที่หลงเหลืออยู่คือเศษเถ้าถ่าน ซึ่งถ้าเทียบกับร่างกายก็คือเมื่อทานอาหารเข้าไปร่างกายก็จะทำการเผาผลาญอาหารเหล่านั้น และสิ่งที่เหลืออยู่คือสารก่อมะเร็ง การทาน Anti-Oxidant คือการส่งตัวทำลายสารก่อมะเร็งเข้าไปทำให้ภายในร่างกายของเราสะอาดขึ้นนั่นเอง เมื่อระบบต่าง ๆ สะอาดการทำงานของร่างกายก็จะเป็นไปได้โดยราบรื่น...ทุกอย่างจะส่งผลสู่ภายนอก...ไม่ต้องแปลกใจที่ทำไมคนที่เที่ยวดึก ดื่มหนักและสูบบุหรี่ จะดูร่างกายทรุดโทรมกว่าคนที่เลือกทานอาหารแบบชีวจิต วันนี้ฉันอยากแนะนำเมนูสุภาพแบบง่าย ๆ ที่ฉันใช้ทานเป็นมื้อแรกของทุกวัน เพื่อระบบขับถ่ายที่ดีเพื่อสุขภาพที่ดีในทุก วัน
เมนูแรก : โยเกิร์ตสุขภาพ เมนูนี้...ฉันเจอมาแบบลักไก่สุด ๆ เมื่อฉันไปแอบยืนอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่วางอยู่ในช่อง Best Saller จำชื่อไม่ได้ และหน้าตาเป็นวิชาการมากกวาดตามองอย่างรวดเร็วพบว่าคนอย่างฉันอ่านแล้วคงไม่เข้าใจแน่ ๆ
- โยเกิร์ต ครึ่งถ้วย - มะนาว 1 ลูก - นมสดรสจืด 1 แก้ว - น้ำผึ้ง 2 ช้อนชา(หรือแล้วแต่ชอบ)
วิธีทำ : บีบมะนาว 1 ลูกใส่โยเกิร์ตครึ่งถ้วย คน ๆ ๆ ให้เข้ากันทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที(นั่นหมายถึงว่าตื่นขึ้นมาแล้วทำไว้เลยแล้วก็หนีไปอาบน้ำได้สบาย ๆ )มะนาวจะทำปฏิกิริยากับแบคทีเรียที่มีอยู่ในนมโยเกิร์ต โดยการกระตุ้นให้มันฟื้นคืนชีพจากการหลับใหล และเพิ่มจำนวนประชากรแบคทีเรียในแก้วให้มากขึ้นเพราะเปรี้ยวเจอเปรี้ยวก็เปรี้ยวซ่าไปกันใหญ่ อาบน้ำเสร็จกลับมาก็เติมนมไปให้พอดีแก้วที่เตรียมไว้ ส่วนน้ำผึ้งพอใจเท่าไหร่ก็ใส่ไปให้อร่อยเหาะ แต่ขอแนะนำแค่ 2-3 ช้อนชา เพราะว่ารสชาติจะบาดคอเกิน...คน ๆ ๆ ๆให้เข้ากันสีจะออกครีมนวล ๆ ได้ที่แล้วซด...สดชื่นสุดจะบรรยาย
ประโยชน์คือช่วยชะล้างของเสียที่ตกค้างในสำใส้ที่นอนแน่นิ่งมาทั้งคืน...เมนูนี้แนะนำให้ทานตอนหลังจากตื่นนอนก่อนทานอะไร เพราะมันจะทำให้ระบบขับถ่ายดีนักแลและเพิ่มแบคทีเรียชนิดดีให้กันลำไส้ อะไรเขามาก็สู้ไม่ถอย แถมเจ้าโยเกิร์ตนี้มีประโยชน์เหลือคณา เวลาสาว ๆ อารมณ์หงุดหงิดจากช่วงใกล้มีรอบเดือน เค้าบอกกันว่าทานโยเกิร์ตแล้วจะช่วยได้ ฉันไม่รู้หรอกว่าเพราะอะไร เค้าเขียนไว้แต่ไม่ได้จำ...ฉันลองทำดู ทานเมนูนี้ทุกเช้า เออช่วยได้แฮะ...
ฉันเริ่มทานเมนูนี้มาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว...มีโอกาสไปเจอเมนูนี้เป็นสูตรอาหารสุขภาพบนกระดานในวัดไทยที่นิวซีแลนด์...อื้ม..ของเค้าดีจริง ๆ แฮะถึงได้บินไปแปะอยู่บนกระดานถึงที่โน้น เค้าบอกว่าทานเช้า ๆ จะดี แต่ถ้ายิ่งบ่าย ๆ ทานเข้าไปจะยิ่งทำให้อ้วน ไม่รู้เพราะอะไร...ฉันก็หูเบาเชื่อเขาซะด้วยสิ March 16 โลกกลมๆ
ใครๆ ต่างก็รู้จักคำนี้ผ่านความบังเอิญที่ได้รู้จักใครสักคนหนึ่งที่รู้จักกับคนใกล้ตัว ส่วนมากที่ฉันเจอมันจะเป็นเรื่องเพื่อนของฉันรู้จักกับเพื่อนของฉันอีกคนหนึ่ง มันทำให้อดรีนาลีนทำงานทุกครั้งที่ได้เจอกับความรู้สึกนั้น แต่เมื่อ 8 ปีที่แล้วฉันตื่นเต้นกันโลกแสนกลมใบนี้มากกว่าครั้งอื่น ๆ และไม่มีครั้งไหนตื่นเต้นฝังใจได้เท่านี้มาก่อน...มันเป็นเรื่องโลกกลม ๆ ของหนุ่มสาวคู่หนึ่ง...ที่ฉันเองแทบจะไม่เชื่อในสิ่งทีได้ยิน ทุกครั้งที่เราเก็บกวาดทำความสะอาดบ้านครั้งใหญ่ เวลาของครอบครัวฉันจะต้องมาหยุดลงที่อัลบัมรูปเก่า ๆ สมัยพี่พ่อยังเปรี้ยวแซ่บและแม่ยังเปิ๊ดสะก๊าดสุด ๆ ทำให้ฉันมองเห็นภาพผู้ชายสุดเฮี้ยวที่ควบมอร์เตอร์ไซค์ไอ้มดแดงคันเก่งซิ่งไปทางโน้นทีทางนี้ที และภาพของลูกสาวผู้พันเนื้อหอมที่ใช้ชีวิตอยู่ในโรงเรียนประจำฝั่งพระนคร แม่ของฉันในวันนั้นสวยซิ่งซ่ากว่าฉันในวันนี้หลายเท่าชนิดที่ว่าฉันยอมยกธงขาวให้แม่วิ่งซิ่งแซงไปได้สบาย ๆ เลย มันเป็นเรื่องราวของเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ตอนที่พ่อของฉันยังไม่ใช่พระเอกของเรื่อง ฟ้าประทานความเก๋เสียงหวานมาให้แม่(ที่หาไม่ได้ในฉันแม้แต่น้อย) ไม่ใช่เรื่องแปลกที่แม่จะเป็นที่หมายปองของหนุ่มน้อยใหญ่เพราะเสียงหวาน ๆ ช่างเหมาะเจาะที่แม่เลือกทำงานที่ชุมสายโทรศัพท์แพร่ ซึ่งในตอนนั้นการที่จะต้องโทร.ทางไกลข้ามจังหวัดจะต้องมาเข้าคิวโทร.กันที่ชุมสายโทรศัพท์ โดยจะมีพนักงานเสียงหวาน ๆ เป็นคนเสียบสายต่อเชื่อมสัญญาณไปยังปลายทาง ซึ่งแน่นอน ตำแหน่งนั้นก็ตกเป็นของแม่ฉัน “ต่อสายไปอุตรดิตถ์ครับ”ชายหนุ่มคมเข้มรูปร่างสูงใหญ่ผิวสีดำแดงบอกกับพนักงาน Operator เขาเป็นลูกค้าประจำของที่นี่เนื่องจากอาชีพรับราชการกระทรวงเกษตรของเขาทำให้ต้องมีการติดต่อข้ามจังหวัดอยู่เนือง ๆ จนกระทั้งวันหนึ่งเค้าถามว่า “ทำไมคุณต่อสายให้ผมช้าจังนะ ? ” พนักงาน Operator ได้แต่ยิ้ม...แล้วค่อย ๆ ต่อสายให้ชายหนุ่มเหมือนไม่ได้ยินอะไร... เรื่องสวยงามเช่นนี้เกิดขึ้นนานเท่าไหร่ฉันไม่เคยถามแม่ แม่ได้แต่บอกฉันว่าชายหนุ่มคนนั้นเดินทางบ่อยไม่ค่อยได้เจอกัน ทุกครั้งที่เขาเดินทางกลับมาถึงบ้าน เขาจะส่งโทรเลขมาหาแม่ฉันเป็นคำพูดสั้น ๆ ที่เขียนว่า “เชนคำแบ๊ก” ฉันมองว่านั่นคงมีความหมายมากกว่าการที่บอกเพียงแค่ว่าเขากลับมาแล้ว... มันเป็นเรื่องราวน่ารัก ๆ ที่ได้ยินเมื่อไหร่ก็ยิ้มทุกครั้ง ยิ่งพอได้ดูรูปเก่า ๆ แล้วเห็นแม่อยู่หน้าเครื่องมือที่ใช้ต่อโทรศัพท์ทางไกล ฉันก็อดที่จะนึกถึงภาพชายหนุ่มกับพนักงาน Operator ไม่ได้ ช่วงเวลาหอมหวานสั้น ๆ นั้นยังอยู่ในความทรงจำของแม่ฉันตลอดมา ภาพสวยงามเหล่านั้นถูกเล่าผ่านเสียงหวาน ๆและรอยยิ้มของแม่ ที่ฉันนึกย้อนไปกี่ที ๆ ก็เห็นแม่ยิ้มแบบมีความสุขทุกครั้งที่เล่า เมื่อ 8 ปีที่แล้ว จุดเริ่มต้นของเรื่องราวน่ารัก ๆ บนโลกกลม ๆ ใบนี้ของชายหนุ่มและสาว Operator ก็ถูกทำให้มีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อฉันยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้แม่ดูแล้วถามแม่ว่า “สวยไหมแม่ นิ่มทำเอง” ฉันส่งสูจิบัตรงานขยับปีก “รัก”ให้แม่ดู กิจกรรมใหญ่ประจำปีที่ชาวสื่อสารมวลชน มช. ทุกคนมีส่วนร่วม แม่พลิกกระดาษสีชมพูแผ่นนั้นไปมา ฉันไม่คิดที่จะอธิบายว่าใครเป็นใครให้มาฟังเพราะว่าในกระดาษแผ่นนั้นมีแต่ชื่อและนามสกุลจริงของเพื่อน ๆ เต็มไปหมด ฉันได้แต่พยายามหาชื่อของตัวเองให้แม่ดูด้วยความตื่นเต้นเพราะนั่นคือการตีพิมพ์ชื่อของฉันครั้งแรก แม่กวาดสายตามองไปทั่ว เพื่อให้สมกับความตื่นเต้นของลูกสาว เหนือชื่อฝ่าย ศิลปกรรมที่มีชื่อของฉันเป็นรายชื่อของทีม Back Stageแล้วแม่ก็หยุดอยู่ที่ชื่อหนึ่งแล้วพูดเบา ๆ ว่า “คะนองเดชาชาติ...ลูกสาวคุณเกรียงไกรเหรอเนี่ย....” และวินาทีนั้นเอง ฉันก็คิดถึงหน้าลูกสาวคุณเกรียงไกรขึ้นมาแล้วก็คิดในใจว่า “ไอ่ทราย...พ่อแกกะแม่ฉัน...ไปรู้จักกันตั้งแต่เมื่อไหร่” ฉันไม่รู้หรอกว่าพ่อของทรายฉันชื่อคุณเกรียงไกรรึเปล่า ฉันพยายามอธิบายว่าพ่อของทรายทำงานอะไรฉันพยายามปะติดปะต่อเรื่องอย่างตื่นเต้น ฉันแทบอดใจไม่ไหวอยากเล่าให้เพื่อนทรายฟังตั้งแต่วินาทีนั้น แต่ทว่านั่นคือช่วงเวลาปิดเทอม 1 และอุปกรณ์สื่อสารยอดนิยมในยุคนั้นคือเพจเจอร์ เวลาใน 8 ปีที่แล้วมันเดินช้ากว่าในวันนี้มาก...แต่ฉันก็อดใจรอเวลาเปิดเทอม 2 พาตัวเองกลับไปถึงเชียงใหม่ พรั่งพรูเล่าเรื่องโลกกลม ๆ ของข้าราชการหนุ่มกระทรวงเกษตรและสาว Operator ให้ทรายฟัง นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เรื่องน่ารัก ๆ นี้ก็ทำให้ฉันมักนึกตลก ๆ อยู่เรื่อยว่า ถ้าวันนั้นพ่อทรายกะแม่ฉันเกิดรักกันขึ้นมาจริง ๆ แล้วในวันนี้จะมีทรายกะนิ่มไหมหนอ หรือว่า...คุณนายจี๊ดแม่ทรายเป็นมือที่ 3 ทำให้ทั้ง 2 ต้องแยกทางกัน หรือว่า แม่ฉันเป็นกิ๊กกะคุณเกรียงไกรหว่า....ไม่รู้แฮะ ฉันปล่อยให้เรื่องราวมันลอยอยู่ในอากาศ และมีไว้ยิ้มทุกครั้งที่คิดถึง...จริงไหมทราย February 28 Babel.doc
ฉันวิ่งตามกระแสเพื่อไปดูหนังเรื่องหนึ่งที่ใคร ๆ ต่างก็บอกว่าน่าสนใจ และไม่แปลกใจเมื่อเห็นว่าได้รางวัล Best Director ที่เมือง Cann ฉันขอข้ามการพูดถึงตัวหนังเรื่องนี้ว่ามันเสียดแทงสังคมหรือว่ามันสมแล้วกันการได้รับรางวัลใหญ่มากแค่ไหน ฉันได้มุมมองเล็ก ๆ จากหนังเรื่องนี้เล็กจนไม่รู้ว่าจะใครจะมองเห็นเหมือนฉันไหม
ส่วนหนึ่งของหนังได้เล่าถึงคู่สามีภรรยาชาวอเมริกันคู่หนึ่งที่พากันไปเที่ยวโมนาโค ขณะที่ภรรยากำลังหลับอยู่บนรถที่พาเธอเดินทางข้ามเมือง โชคชะตาก็เล่นตลกกับเธอเมื่อกระสุนปืนนัดหนึ่งวิ่งแหวกอากาศฝังเข้าหัวไหล่ซ้ายของเธออย่างจังโดยที่หาต้นตอกระสุนไม่เจอ ....ถามว่าถ้าเป็นฉัน...วินาทีนั้นจะทำอย่างไร ?
ฉันบอกกับตัวเองทุกครั้งเมื่อเจอเหตุการณ์ที่อยู่เหนือการคาดเดาโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามันเกิดขึ้นระหว่างการเดินทางในต่างประเทศ ว่าชีวิตฉันไม่ได้ถูกขีดเส้นมาให้ต้องจบลงแบบนี้...ฉันจะตายที่นี่ไม่ได้ ฉันคิดเสมอว่าถ้าเกิดเหตุด่วนเหตุร้ายถึงชีวิตขึ้นมาฉันจะคิดได้ไหมว่าต้องโทร.ไปที่สถานทูตไทยในประเทศนั้น ๆ ว่าแต่เบอร์โทร.คือเบอร์อะไรคนอย่างฉันจะจำได้ไหม(ซึ่งปกติแล้วฉันจะจำเบอร์โทร.อะไรไม่ค่อยได้ ฉันจำได้แต่เบอร์ออฟฟิศ บ้านกรุงเทพฯ บ้านที่เหนือ และเบอร์มือถือแม่) ฉันเคยถามตัวเองว่าถ้ากดเบอร์ +662191 หรือกด +66191 มันจะติดที่ 191 ที่บ้านเราไหม ฉันยังไม่เคยลอง...ในแต่ละประเทศจะมีสาย Hot line ของประเทศนั้น ๆ ฉันจำได้ประเทศเดียวคือ Australia นั่นคือ 1111 ส่วนเมืองไทยมีหมายเลข Hot line เยอะมากจนจำไม่ได้ แล้วถ้าอยู่ในที่ ๆ ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ล่ะ จะทำยังไง ใคร ๆ มักจะบอกฉันว่า ถ้าหากหลงป่าอย่าเดินไปจากจุดเดิมเพราะจะทำให้หลงยิ่งขึ้นและหาทางกลับไม่เจอ แต่ถามหน่อยว่าใครจะมั่นใจว่าจุดที่ยืนอยู่นั้นง่ายต่อการค้นหา และเราต้องรออีกนานเท่าไหร่ ไม่มีเหตุผลอันใดที่ทำให้ต้องยืนรอชะโชคชะตาอยู่ตรงจุดเดิม...เพราะใคร ๆ มักคิดว่า ทำอะไรบ้างยังดีกว่าไม่ทำ...พวกเขาคิดถูกกันแล้วเหรอในสถานการณ์นั้น...
ในประเทศที่สามารถสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษได้นั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่ในประเทศที่ไม่พูดภาษาอังกฤษล่ะ การสื่อสารนั้นเข้าใจลำบากยิ่งนัก ที่เวียดนาม ฉันพยายามอธิบายแม่ค้าเพื่อต้องการซื้ออาหารชนิดหนึ่งในถังสังกะสีที่เธอกำลังหิ้วไปมาอยู่หน้าตลาดกลางเมืองโฮจิมินข้างในมีผักยัดใส้ชุบแป้งทองสารพัดชนิด สิ่งที่ฉันต้องการคือผักทุกชนิดอย่างละ 1 ชิ้น ราดน้ำซอสเยอะ ๆ และราคาเท่าไหร่ ฉันใช้วิธีการพื้นที่ใช้อยู่ตลอดคือ Body Language ชี้ ๆ ๆแล้วก็ชี้....ส่วนชิ้นละกี่บาทนั้นยากนัก หากใครเคยถือเงินเวียดนามจะรู้ว่ามีแบงค์แสนดองนับเลขศูนย์จนตาลาย แบงค์มีทั้งรุ่งเก่ารุ่นใหม่ ใหญ่เล็กสารพัดขนาด ทั้งที่เป็นกระดาษสุดเปื่อยและพลาสติกเหมือนแบงค์ 50 บาทบ้านเรา การสื่อสารเหมือนการวัดดวง...ฉันคลี่แบงค์ที่มีอยู่ในมือเป็นแพแล้วแม่ค้าคนขายหยิบเอาเองว่ากี่บาท งานนั้นฉันได้ความจริงใจจากคนแปลกหน้าเพราะคนที่หน้าตลาดต่างพากันช่วยฉันนับเงินทอนและผักทอดในกระทงใบตองแห้งว่าถูกต้องครบถ้วนไหม ไม่ต่างจากจีนที่สาหัสกว่าเวียดนาม เพราะว่าประเทศนั้นไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษและถ้าหากเดินทางไปแบบไม่มีใครสามารถพูดภาษาจีนได้ ฉันก็คิดไม่ออกว่าเรื่องมันจะจบลงได้อย่างไร ฉันมีโอกาสเดินทางไปเซี่ยงไฮ้ มหานครแห่งธุรกิจ ฉันโชคดีที่เดินทางไปพร้อม ๆ กับอีกคนที่พูดภาษาจีนกลางได้ ได้อย่างที่ว่าคือได้น้อยมาก ๆ งานนนั้น Body Language ก็แทบจะไม่มีประโยคแล้วยิ่งถ้าหากออกเสียงไม่ถูกต้อง ก็อย่าหวังว่าจะได้ในสิ่งที่อยากได้...มันยากจริง ๆ แค่ฉันจะขอน้ำแข็งเติมในโค๊กอธิบายจนฉันต้องยอมแพ้และกินโค๊กอุ่น ๆ บาดคอไปตามประสา...
ที่ผ่านมามันแค่เรื่องการกินอยู่และใช้ชีวิต ฉันแอบนึกเล่น ๆ ว่าถ้าไปประสบเหตุการณ์เสี่ยงสุดเสียวสันหลังขึ้นมาล่ะ ฉันจะทำยังไง...ไม่อะไรมากแค่เครื่องบินตกแล้วเราคือผู้รอดตาย จิตใจฉันจะอดทนได้นานพอที่หน่วยกู้ชีพจะหาฉันเจอไหมและหากฉันบาดเจ็บฉันจะสามารถทนพิษบาดแผลได้ไหมจนถึงมือหมอได้ไหม
ฉันอยากกลับไปตอบคำถามในย่อหน้าที่ 2 ว่า ถ้าวินาทีแห่งการตัดสินใจนั้นฉันจะทำอย่างไร ฉันจะเลือกทำอย่างที่บทในหนังเค้าว่าไหม ฉันจะดูแลคนที่ฉันรักและให้กำลังใจเค้าจนมีคนมาช่วยได้ไหม มันคงเป็นช่วงเวลาสำคัญสั้น ๆ ที่เป็นรอยต่อระหว่างเส้นบาง ๆ ที่เรียกว่าความเป็นและความตาย ต่อให้มั่นใจมากแค่ไหนในวินาทีที่เผชิญกับช่วงเวลาเลวร้ายนั้นอยู่ ใครล่ะจะบอกเราได้ว่าเราได้เลือกสิ่งที่ถูกต้องที่สุดแล้ว.... February 23 Who am I...ใครสับสน?วันคืนผ่านไป…การรอคอยยังคงทำหน้าที่ของมัน ยากที่จะบอกว่าไม่เคยคาดหวังอะไรจากการรอคอย มันมีทั้งความหอมหวานและความเจ็บปวด อยู่ที่ว่าเราจะคาดหวังกับสิ่งที่รอคอยมากเพียงไร คนเรามักสร้างจินตนาการจากความรู้สึกในสิ่งที่สัมผัสได้และอยากให้มันไปเป็นอย่างที่ใจฝัน ไม่แปลกใจนักที่บางทีมักจะเจอความผิดหวังจากการรอคอยบ้าง
มนุษย์ช่างใจร้ายที่โยนความผิดให้กับโชคชะตาอยู่บ่อย ๆ แต่จะมีสักกี่คนที่บอกกันตัวเองว่านั่นไม่ใช่เพราะเกิดจากสิ่งที่เราคาดหวังหรอกหรือ
วันนี้คุณมองสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ตัวแล้วหาคำตอบกับตัวเองได้หรือยังว่า... ความรู้สึกแสนสับสนเหล่านี้มันเกิดจากอะไร...ใช่คนอื่น หรือว่าตัวเรากันแน่ February 15 ฉันป่วยหรือนี่วันนี้ตื่นเช้ามาฉันมีอาการปวดต้นคอ(เหมือนมีผีมาขี่คออยู่ตลอดเวลา) ฉันรู้ว่าอาการแบบนี้จะนำพาไปสู่อาการปวดหัวข้างเดียว...โรคเก่าเจ้าประจำที่ชอบแวะมาทักทายอยู่เรื่อยๆ วันนี้ดูจากตารางการทำงานแล้วค่อนข้างจะยุ่งโดยเฉพาะช่วงเย็นที่จะต้องมีประชุมเพื่อเตรียมการถ่ายทำ...สารพัดสรรพสิ่งที่ต้องรอการตกตะกอน ฉันประชุมไปก็เริ่มปวดที่หัวคิ้วไป ฉันรู้ว่ามันเกิดจากการใช้สายตามากเกินไป ไม่รู้ทำไงดีเลยถอดแว่นตาออก เผื่ออะไรจะดีขึ้นเพราะการมองผ่านเลนส์จะทำให้กล้ามเนื้อตาทำงานหนัก แต่ทว่าบรรยากาศการประชุมมันเครียดและยาวนานไปเรื่อย ๆ ...ฉันไม่มีทีท่าว่าอะไรจะดีขึ้น ได้แต่รวบรวมพละกำลังตั้งใจฟังสิ่งที่ทุกคนเปิดประเด็นออกมาและจำให้ได้
ฉันผ่านพ้นวินาทีวิกฤตินั้นมาได้ ตอนนี้ฉันนั่งคอแข็งอยู่ที่โต๊ะ อาการปวดตาเริ่มแผ่ซ่านกระจายไปสู่การปวดหัวหนึบ ๆ ....ฉันเบื่ออาการแบบนี้มาก มันกินเวลาและทำให้ฉันต้องทานยา ซึ่งฉันไม่อยากทานเอาเสียเลย มันทำให้ฉันมองภาพอะไรไม่ชัดและไม่ค่อยสนใจสิ่งรอบข้าง...ฉันชอบเอามือเย็น ๆ มาแนบที่ตามันรู้สึกเย็น ๆ และสบายอยู่พักนึงแต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมากนัก...
ฉันหัวเราะไม่ออกได้แต่ยิ้มให้คนโน้นคนนี้ หรือเป็นเพราะเจ้า retainer ที่ครอบฟันฉันอยู่หว่ามันปวดตึบ ๆ ๆ ๆ ๆ ....ตายดีกว่า February 13 เมื่อลมหนาวพัดผ่านเมื่อเพื่อนคนหนึ่งของฉันเข้ามาทิ้ง comment เปิดประเด็นลมเปลี่ยนฤดูเข้าหน้าร้อนไว้ว่ามีเสน่ห์ไม่แพ้กันกับลมช่วงปลายฝนต้นหนาว เช้าวันนี้คงเป็นอีกวันหนึ่งที่ไม่ยากนักที่จะมองหาลมหน้าร้อนเพราะช่วงนี้อากาศกรุงเทพฯร้อนขึ้นทุกวัน ๆ หน้าต่างหลังห้องฉันหันรับทิศใต้ เช้า ๆ จึงหลบแดดได้สบาย ๆ และมีลมเปลี่ยนฤดูพัดผ่านอยู่ตลอด วันนี้ก็เช่นกันแรงบัลดาลใจจากเพื่อน ทำให้ฉันปิดแอร์แล้วเดินไปเปิดหน้าต่าง ลมอ่อน ๆ พัดสวนเข้ามาเบา ๆ ลมหน้าร้อนแบบนี้ทำให้ฉันนึกไปถึงภาพตอนที่เรียนชั้น ม.ปลาย มันเป็นช่วงเวลาแห่งฤดูกาลสอบไล่ปิดเทอมใหญ่ ฉันมองเห็นตัวเองนั่งอยู่ที่โต๊ะม้าหินอ่อนใต้ต้นนนทรี ดอกสีเหลืองน้ำตาลของเธอร่วงเต็มโต๊ะปนอยู่กับกองหนังสือและกระเป๋านักเรียน โต๊ะม้าหินตัวที่ว่าตั้งอยู่ข้างหอประชุม ซึ่งมีลมพัดเย็นตลอดเวลากลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกนนทรีหอมกระจายไปทั่ว ฉันชอบไปนั่งอ่านหนังสือเตรียมสอบและรอเพื่อน ๆ อยู่แถวนั้นเป็นประจำ ช่วงปิดเทอมฉันมาทำกิจกรรมที่โรงเรียนอยู่เรื่อย ๆ และโต๊ะม้าหินตัวนั้นก็ยังคงเป็นที่นัดหมายของฉันและเพื่อน ๆ เสมอมา พอเข้ามหาวิทยาลัยลมร้อนให้ความรู้สึกต่างไปจากตอนเรียนชั้นม.ปลาย คงเป็นเพราะฉันเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมใหม่ หลังห้องพักของฉันหันหน้ารับแนวเขาที่เหยียดยาวไปสุดตา เมื่อเข้าหน้าร้อนก็จะเป็นช่วงที่ใบไม้ผลัดใบ ตอนนี้หลังห้องของฉันเปลี่ยนเป็นโทนสีเหลืองน้ำตาลไปทั้งแนวเขา แล้วค่อย ๆ ผลัดใบทิ้งเหลือแต่ต้นโกร๋น ๆ มันทำให้ฉันมองเห็นบางสิ่งแอบซ่อนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่เหล่านั้น ฉันมองเห็น วัดป่าแดง และชุมชนเล็ก ๆ ซ่อนตัวอยู่ใต้ร่มไม้บนเนินเขาเล็ก ๆ บ่อยครั้งที่ฉันจะมองเห็นถุงใส่น้ำใบใหญ่มหึมาที่ห้องต่องแต่งมากับเฮลิคอปเตอร์ทหาร เพื่อมาดับไฟป่าที่เกิดขึ้นเป็นหย่อม ๆ บินไปบินมาอยู่หลายรอบ ฉันแอบคิดในใจว่าถ้ามีปลาติดมากับถุงน้ำนั่นก็ดีสิ ชาวบ้านแถวนั้นจะได้มีปลาย่างกินกันฟรี ๆ เมื่อมหาวิทยาลัยของฉันเข้าสู่ช่วงฤดูกาลแห่งการสอบไล่ เจ้าดอกทองกวาวสีแดงสดเบ่งดอกบานให้สัญญาณอยู่ปลายสนามบอลหน้ามอว่า “เตรียมตัวอ่านหนังสือได้แล้ว” กิ่งก้านของเธอถูกทอนจนแทบเหลือแต่ลำต้นซึ่งแทงขึ้นไปสูงลิบ ดอกของมันขึ้นอยู่ปลายยอดชูดอกแข่งกับธงชาติทุก ๆ เช้าตอน 8 โมง เวลาฉันผ่านไปแถวนั้นเจ้าสีแดงสดนั่นมักดึงสายตาฉันอยู่เรื่อย ๆ ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม ลมแห่งฤดูกาลทำหน้าที่ของมันได้ดีอย่างจับใจ จริงอย่างที่เขาว่าช่วงเวลาของแต่ละฤดูกาลมันช่างมีเสน่ห์อยู่ในตัวของมันจริง ๆ February 08 ปลายฝน...ต้นหนาว...ฤดูกาลพึ่งก้าวผ่านช่วงเวลาดีที่สุดของปีไปได้ไม่นานลมหนาวหลงฤดูก็พัดมาอีกครั้ง และก็ทำให้ฉันคิดถึงช่วงเวลาดี ๆ ขึ้นมาจับใจ “ปลายฝนต้นหนาว” รอยต่อของฤดูกาลที่ทำให้ฉันหลงรัก ระยะเวลาสั้น ๆ แค่ 2 สัปดาห์ระหว่างปลายเดือนตุลาคม – ต้นเดือนพฤศจิกายน ทุก ๆ ปีฉันต้องหาเรื่องเอาหน้าไปปะทะลมต้นฤดูหนาวที่ ๆ ฉันเคยฝังตัวอยู่ที่นั้นเป็นเวลา 4 ปีให้ได้...ไม่รู้ทำไม ? !!??
ฉันยังจำได้แม่นว่าพอสอบไล่เทอม 1 เสร็จ ช่วงเวลาแห่งการเดินทางก็มาถึง นศ.บางคนออกเดินทางค้นหาตัวเองจากช่วงเวลาสั้น ๆ ที่มี บ้างก็รีบเดินทางกลับบ้านเพื่อนใช้เวลาช่วงปิดเทอมให้คุ้มค่า แต่สำหรับฉัน...มันช่างเป็นความบังเอิญที่โชคดีที่สุดของฉัน...ห้อง 503 ธีรพรแมนชั้นหันหน้าห้องรับทิศตะวันออก ไม่แปลกใจที่ลมเหนือจะพัดมาปะทะหน้าฉันได้ตลอดช่วงแห่งการเปลี่ยนผ่านของฤดูกาล ฉันชอบที่นี่มากเพราะมีโครงสร้างที่โปรงและมีห้องพักแค่ฝั่งเดียว ทำให้ฉันมีแดดยามเช้าไว้ตากผ้าห่มในหน้าหนาวที่ระเบียงทางเดินหน้าห้อง และมีลมเย็น ๆ พัดมาพร้อมกลับกลิ่นฝนที่ระเบียงหลังห้อง
ฉันมักจะยืนที่ระเบียงหลังห้องตอนเย็น ๆ มองออกไปจะเห็นเจดีย์องค์ทองต้องแดดวิบวับอยู่ปลายเมฆ ฤดูกาลผันเปลี่ยนใบไม้เขียมชอุ่มชุ่มฝนในหน้าฝน และค่อย ๆ เปลี่ยนสีในช่วงปลายฝนต้นหนาวและค่อยผลัดใบทิ้งเหลือแต่กิ่งก้านในฤดูหนาว ชั้นรู้ว่าช่วงเปลี่ยนสีของใบไม้ที่นี่ไม่ตื่นตาตื่นใจเท่าใบไม้เปลี่ยนสีที่เมืองนอก แต่กลิ่นหอมของลมหนาวนี่สิ ฉันบอกไม่ถูกเลยว่าหอมยังไง...คิดแล้วอดใจรอไม่ไหว...อยากให้ถึงปลายฝนต้นหนาวเร็ว ๆ จัง.. February 05 It's DONE !!ไม่ช้าไม่นาน...1 สัปดาห์ผ่านไป ฉันก็ได้ปลอกหมอนอิงที่ด้านหนึ่งเป็นขนฟูนุ่มสีส้มแรด ๆ และอีกด้านหนึ่งเป็นสีฟ้าเท่ ๆ ใช้นอนหนุนอยู่หลายวัน...สบายอุราเสียนี่กะไร
ก่อนหน้านั้น... ดีใจแกมงง ๆไปพักนึงกะปลอกหมอนที่ยาวประมาณ 1 เมตรเศษ ๆ ไป ๆ มา ๆ เลยได้ผ้าพันคอฟู ๆ อ้วน ๆ มา 1 ผืน...สีแรด ๆ เหมือนกับปลอกหมอน กำลังหาจังหวะเอาออกไปแรดท้าลมหนาว...ไม่รู้ว่า เมื่อไหร่...ถ้าจังหวะไม่ดี...เดี๋ยวเปิดแอร์เอาก๊ะด๊ะ
ปล.นางแบบถ่ายผ้าพันคอหน้าตาแปลก ๆ อย่าตกใจ Trend นี้กำลังมา...คอยาว ๆ หน้ากลม ๆ เชิญชมค่ะ
นิ่มน้อย ๆ January 26 Her name is “Lamb’s Ears” : สมาชิกใหม่ของบ้านทรายทองขึ้นต้นมาอย่างนี้ ลองทายกันดูสักหน่อยไหมว่าคือชื่อของอะไร คน...สาดดด....หรือสิ่งของ....ติ๊กต่อก...ติ๊กต่อก..ติ๊กต่อก....มะช่ายยยซักกะอย่างเพราะว่าเธอคือชื่อของต้นไม้จ้า....
จากชื่อแล้วแปลได้ง่าย ๆ ตามนั้นเลยว่า “ต้นหูแกะ” ได้มาจากไหนน่ะเหรอ? จากแผ่นดินแม่ที่มีประชากรหลักของประเทศเป็นแกะน้านแหละจ้า แหะ ๆ ๆ ก็ต้นมันไม่สูงอ่ะแถมยังพอดีกะกระป๋องคุกกี้....ก็เลยใส่ ๆ มา...กะว่างานนี้ถ้าโดนจับขังคุกขี้แกะแลกกะตราบาปก็ยอมล่ะ (ให้มันจริงเหอะไอ่นิ่ม !! ฮิ้วววว...)
ตอนนี้เจ้า “ต้นหูแกะ” ที่มีใบบาง ๆ และมีขนนิ่ม ๆเล็กขึ้นอยู่เต็มใบเหมือนหูของแกะ (อาจจะนึกภาพยาก จริง ๆ แล้วฉันว่ามันเหมือนหูน้องแมวมากกว่าอีก...ฉันเลยตั้งชื่อให้ใหม่ว่า “ต้นหูแมว”) หลังจากที่เธอนอนแซ่วอยู่ในกระป๋องคุกกี้มา 1 วัน แล้วก็จุ่มน้ำเล่นอยู่ที่บ้านฉันอีก 3 คืน ในที่สุดเธอก็ได้มาหยั่งรากจิ๋ว ๆ ลงในดิน(ที่ขอมาจากบ้านคนอื่นอีกที) และย้ายสำมะโนครัวพร้อมทั้งชุบตัวเปลี่ยนสัญชาติมาเป็นสมาชิกของบ้านทรายทองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ครั้งแรกที่ฉันเจอเจ้าต้นหูแมวเนี่ย เธอปลูกอยู่ในสวนหน้าบ้านของแม่สามีเพื่อนที่เมืองนอกโน้นแน่ะลักษณะต้นมันก็ไม่น่าสนใจเท่าไหรหรอกนะ...แต่พอชะโงกหน้าเข้าไปดูใกล้ ๆ และลองสัมผัสดู....อุ๊แม่จ้าวดวงคะนอง....มันนิ่มมาก ๆ เหมือนหูของน้องแมว เจ้าของบ้านบอกว่าชื่อ Lamb’s Ears (แหม...ไม่ว่าจะชาติไหนก็ใจตรงกัน เพราะว่าจับดูแล้วมันเหมือนกะหูอะไรซักอย่างจริง ๆนะ) ยิ่งเค้าบอกว่าเวลาเข้าป่าไปแล้วปวดบุ๊ยบุ่ยเนี่ย เวลาเสร็จกิจเค้ากะจะใช้ใบหูแมวเนี่ยเช็ดตุ๊ดล่ะ...แหมมันก็น่าอยู่หรอก นิ่มหนาเป็นกระดาษขนาดนั้น แต่ชั้นติดใจขนาดมันนี่ดิกว้างยาวไม่เกิน 2 ตารางนิ้ว....มันไม่เล็กไปเหรอน่ะ กะรูตุ๊ดฝรั่ง ??!!?
Love At Firt Sight แต่ก็ยังเก็บไว้ในใจเพราะไม่รู้ว่าจะไปหาซื้อจากไหนและใจยังไม่ถึงพอที่จะเอากลับมาเมืองไทยโดยไม่ Declare ของที่สนามบิน แถมยังไม่พอ...ลืมชื่อเธอไปอีกตะหาก ใกล้ ๆ วันกลับ ได้มีโอกาสไปเดินเที่ยวสวนรุกชาติบ้านเค้า (เรียกซ๊า....จริง ๆ แล้วคือ Botanic Garden นี่เอง) เจอเข้าจัง ๆ รีบถ่ายรูปต้นและชื่อไว้ ลองหัดอ่านดูเพื่อจะได้จำชื่อให้ได้แต่ทว่า...ออกเสียงยากมั่ก ๆ Stachys byzentina “Silver Carpet” และนั่นก็ไม่สามารถซึมเข้าไปในสมองที่ลีบเล็กเท่าไข่ไก่ของฉันได้ ไม่เป็นไรมีรูปในกล้องแล้วไม่กลัว....พอถึงวันใกล้จะกลับ รบเร้าเพื่อนให้พาไปที่ขายกล้าไม้ให้ได้...ไปถึงสมดังใจ...อธิบายกับเพื่อนเป็นวรรคเป็นเวร(ตอนนั้นจำชื่อต้นไม้ไม่ได้เลย ทั้ง Lamb’s Ear หรือ Silver Carpet)…I’m looking for some plant that its leaf look like cat’s ears and it has little soft hair on.แม่ค้าฝรั่งหน้ามน ๆ ก็หาไปสิ....ทำท่าไม่แน่ใจว่ามีไหม ฉันนึกขึ้นได้ก็เลยเอารูปให้ดู...โอ้ว...เจอจนได้แต่เธอโทรมเหลือเกิน ฝรั่งหน้ามนแนะนำให้ไปดูอีกร้านใกล้ ๆกัน เพื่อนรักบึ่งรถพาไปอีกร้าน เหมือนทำกรรมร่วมชาติกันมาในที่สุดก็เจออยู่หลายกระถางเลือกต้นที่หน้าตาทรหดที่สุดมาได้ 1 กระถาง (จ่ายเงินไปต้นละประมาณ 6$ = 150 บาท) หน้าสราญหิ้วกลับมาบ้าน ล้างรากแล้วก็เริ่มแผนการชั่วโดยไม่กลัวคุกขี้แกะที่ค้ำคออยู่
และในที่สุดเธอก็ผ่านด่านมาถึงเมืองไทยได้อย่างหวุดหวิด ฉันแยกต้นหูแมวออกเป็น 3 กอเล็ก ๆ ตั้งชื่อเรียบร้อยว่า...พี่หญิงใหญ่,พจมานและพจนี(ซึ่งพจนีแอบมีชายน้อยใบง่อย ๆ เป็นติ่งเล็ก ๆ ที่ไม่รู้ว่าจะหมู่หรือจ่าติดมาด้วย) วันเวลาผ่านไป 10 กว่าวันหลังจากที่ใช้ชีวิตอยู่ในรั้วบ้านทรายทอง ใบเธอก็ทยอยเน่าตั้งแต่ลงดินวันละ 3-4 ใบ จนเหลือแต่ยอด (จ๊ากกกก...) ชั้นได้แต่ทำใจกล้าปลอบตัวเองไปว่ามันกำลังปรับตัวและได้แต่เล็มใบเน่าทิ้งไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็สังเกตเห็นว่ามียอดอ่อน ๆ ขนปุย ๆ แทงออกมาจากโคนต้น...ว๊าว...ดีใจ๊...ดีใจ วันนี้ฉันเอาเธอวางหลบแดดไว้ แต่คิดว่าอีก 2-3 วันจะลองเอามาอาบแดดยามบ่ายดูซะหน่อยเพราะเธอชอบแดดแรงและน้ำไม่มาก...ดีใจจัง อย่างนี้อยู่เมืองไทยได้ซำบายเร้ยยย แล้วจะเอารูปมาลงให้ดูเรื่อย ๆนะจ๊ะ January 24 Little Big Thing in Ur Head : เมื่อเพื่อนฉันถามว่า...แกทำได้จริงเหรอ?เพื่อนฉันคนหนึ่งตะโกนผ่านตัวหนังสือทะลุผ่าน MSN มาว่า “จริงเหรอ เข้ากะหน้าแกมาก ๆ” เพียงแค่ฉันบอกเค้าว่าฉันกำลังพยายามเปิดเวปไซต์หาไหมพรมยี่ห้อหนึ่งที่พึ่งซื้อกลับมาจากเมืองนอกแล้วคิดว่าต้องการเพิ่มเติมซัก 2-3 ก้อน เพื่อเอามาถักเป็นปลอกหมอนอิงและผ้าพันคอ นั้นไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันเคยเจอประโยคแบบนั้น ถึงแม้ว่าฉันป่าวประกาศกับใคร ๆ ว่า “ฉันทำเป็น..จริง ๆ นะ...ฉันทำเป็น”
เรื่องมันเริ่มขึ้นตั้งแต่ฉันตัดสินใจเดินเข้าไปเลือกไหมพรมในห้างหนึ่งที่เมืองนอก ฉันรู้ว่าทุกคนต้องแปลกใจเพราะว่ามันช่างเป็นกิจกรรมที่ตรงกันข้ามกับบุคลิกของฉันแบบสุด ๆ คนที่ไปซื้อด้วยบอกว่า ไม่ต้องเลือกหรอก ซื้อไปหมดถุงนั่นแหละ (ถุงนึงมี 12 ก้อน) เพราะยังไงหมดถุงนั่นก็ต้องได้ผ้าพันคอซักผืนแหละ เผื่อไหมมันพันกันเป็นปมก็พอดี 12 ก้อนนั่นแหละได้แน่ ๆ ผ้าพันคอ 1 ผืน แหม...อยากปีนขึ้นไปยืนบนกระบะที่เค้าวางไหมพรมแล้วกระโดดถีบยอดอกไอ้คนพูดเสียจริง ๆ หนักไปกว่านั้นเมื่อน้องคนหนึ่งเดินมาคุยงานที่โต๊ะแล้วเห็นหน้าต่างของเวปไซต์ที่จั่วหัวว่า “How to Knit” เปิดหราอยู่...น้องบอกว่า “โหว...พี่นิ่มถักผ้าพันคอให้ผืนนึงด้วยนะ” ดู๊...ดูมันพูดเข้า...อยากโดนเตะปากแตกซะละ....ฮึ่ม !
แต่ยังไงก็เหอะวันนี้สิ่งที่ฉันตั้งใจไว้ก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาล่ะ...เย้ ๆ ๆ ...ปลอกหมอนอิงขนฟูนุ่ม(ฉันแอบเอามากอดอยู่เรื่อย ๆ ตั้งแต่ยังทำไม่เสร็จอ่ะ อยากหนุนเต็มทนละ) ชั้นอยากเห็นมันเต็ม ๆ ตาเสียที ตอนถัก ๆ มันก็ขด ๆ อยู่ในไม้ไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วมันกว้างยาวเท่าไหร่ ก็เทียบ ๆ เอาจากหมอนจริงที่มี แต่สีสันเนี่ย...เข้ากับ Spring-Summer ทีเดียวเชียวล่ะ
อดใจรอแทบไม่ไหวกว่าจะถักปิดแนวสุดท้ายได้สำเร็จ โอ้วโหววววว....อยากให้เพื่อน ๆ เห็นจริง ๆ ว่ะ ทำไมมันยาวเป็นเมตรหว่า ??!?!?? เอามาพันรอบหมอนได้ประมาณ 3 รอบครึ่งอ่ะ....กว้างประมาณ 10 นิ้ว... เอ....??!!??!? ลองพันไปพันมา พันมาพันไป....มันม๊ายยด๊ายอ่ะ...เพ่งพินิจอยู่เป็นนาน...ไม่ได้การละยาวแบบนี้แถวบ้านเรียกผ้าพันคอว่ะตกลงก็เลยได้ผ้าพันคอฟูนุ่มมา 1 ผืนแบบฟลุ๊ก ๆ ดีใจได้ไม่นาน...นึกขึ้นมาได้ว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีปลอกหมอนอิ่งอันใหม่ก่อนที่จะแขกมาพักที่ห้อง(ซึ่งก็เหลือเวลาอีกแค่ 2 วัน...จ๊ากกก!!) หมอนอิงใบเก่าเนี่ยเน่าซ๊ะ....ถ้าปล่อยให้อวดโฉมแขกที่มาพักด้วยเนี่ย...ก็มีขายขี้หน้าหรือไม่ก็โดนล้อจนลูกแก่เป็นแน่ดีใจได้ไม่นาน รีบคว้าไหมพรมใจใหม่ขึ้นมาถัก คราวนี้กะระยะความยาวได้ถูกต้องสวยงาม...แต่ว่า...ไหมพรมที่มีอยู่ 2 ก้อนเนี่ยมันจะพอไหมหว่า...อันนี้ต้องรอลุ้นอีกละ....ก็ถ้าไม่พอ ผ้าพันคอที่ได้มาฟลุ๊ก ๆ หน้ากว้างจะหดลงไปเหลือซัก 7-8 นิ้วก็คง...ไม่เป็นไรหรอกเนอะ....
นิ่มน้อย ๆ |
|
|