I'm 的个人资料NiMM : Happy Holiday照片日志列表更多 工具 帮助

Nim I'm

NiMM : Happy Holiday

11月8日

Let's See The World

5/11/2007

Christchurch,NZ

 

จัดให้ตามคำร้องขอ  หลังจากมีเสียงเรียกร้องอยากให้ชั้นเล่าถึงการเดินทางเกือบรอบโลกอันสุดโหดของฉัน   ฉันเรียกได้อย่างเต็มปากว่า สุดโหดเพราะว่า...มันไม่ได้น้อยไปกว่าครั้งอื่น ๆ ที่อยู่ในความทรงจำของชั้นเลย...

 

การเดินทางไปต่างประเทศของฉันไม่เคยธรรมดาสักครั้ง  หลายคนคงเคยได้ยินชั้นเล่ามาบ้าง...ตอนที่ชั้นจองตั๋วเครื่องบินครั้งนี้ฉันหวังที่จะให้การเดินทางครั้งนี้ของฉันธรรมดาและง่ายสุด ๆ เพราะว่าตอนแรกชั้นจะต้องเดินทางคนเดียว...กระเหรี่ยงที่ฟังภาษาอังกฤษไม่แตกอย่างชั้น  ขอหลีกเลี่ยงการเสวนาภาษาอื่นให้มากที่สุด...ฉันยอมจ่ายค่าตัวแพงขึ้นอีกนิดหน่อยเพื่อเปลี่ยนตั๋วเดินทางที่ต้องแวะ 3 จุดของ Singapore Airlineนั่นคือ  กรุงเทพฯ-สิงคโปร์-โอคแลนด์-ไครเชิร์ท  มาเป็นของสายการบิน Qantas กรุงเทพฯ-ซิดนีย์-ไครท์เชิร์ท  เส้นทางง่าย ๆที่ไม่ต้องเหนื่อยแวะหลายที่ กับประเทศที่เคยเดินทางไปมาแล้ว  ไม่น่าจะมีอะไรยากเกินความสามารถของฉัน...แต่ทว่า เรื่องมันเกิดขึ้นตอนที่ฉันไป check in ที่เคาท์เตอร์สายการบิน Qantas ที่สนามบินสุวรรณภูมิ

 

16.30 น. มีพนักงานที่เคาท์เตอร์เรียกฉันให้ไป check in   พอเดินไปใกล้ ๆ ถึงได้รู้ว่าไอ้พนักงานที่โบกมืออยู่หยอย ๆ ทำหน้าคุ้นเคยมันเป็นเพื่อนของชั้นสมัยที่เรียนที่สวนกุหลาบนนท์(ใครจะจำได้บ้างไหมว่าชั้นเคยเรียนที่นั่นมาปีนึงก่อนมาเรียนที่หอวัง...ช่างเหอะ  ชั้นก็เกือบจะลบประวัติของตัวเองออกไปจากโรงเรียนนั้นแล้วล่ะ) คุยไปได้ไม่กี่คำเพื่อนก็บอกว่า...เครื่องที่ฉันจะใช้สำหรับการเดินทางในครั้งนี้มัน delay   flight เลื่อนจาก 17.25 น.เป็น 20.20 น.  อื้ม...ไม่ธรรมดาซะละ  delay ซะนานนนนนเลย..เพื่อนจัดการเรื่องตั๋วเดินทางให้ชั้นอยู่นาน 2 นานเพราะตั๋วเดินทางของชั้นนั้นต้องไปต่อเครื่องอีก  ถ้ามัน delay แล้วจะยังไง....เพื่อนเงยมาบอกชั้นว่า...

 

เพื่อน :    แก...สงสัยต้องไป re-route ตั๋วใหม่ที่ซิดนีย์นะเพราะว่าตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่าจะเอาเครื่องอะไรมารับคน

ที่จะไปไคร์ทเชิร์ท  เครื่องจากลอนดอนเมื่อวานมันถูกยกเลิกไป  คราวนี้เลยโดนต่อๆ กันเป็น

effect domino เลยแก...

นิ่ม :        (คิดในใจ)  นั่นไง  ว่าละ...ง่าย ๆ นี่ไม่ได้เลย  แล้วไอ้ re-route นี่อะไร...แปลเอาเองง่าย ๆ สงสัยว่าต้อง

ไปเสี่ยงดวงเอาเองที่ซิดนีย์ว่า   จะบินต่อไปยังไงให้ถึงไคร์ทเชิร์ท....มันจะจัดเครื่องบินอะไรให้บินไปไหนจะถึงวันไหนกี่โมงก็แล้วแต่บุญที่ทำมา...ใครจะปวดขี้เป็นไข้  ญาติป่วย ธุระสำคัญก็ต้องรอสิ่งที่เรียกว่า re-route ได้...ใช่ไหมเพื่อน...

เพื่อน :    นิ่ม...แกอาจจะต้องไปต่อเครื่องที่โอคแลนด์นะ...แล้วค่อยเข้าไคร์ทเชิร์ท...แต่ตอนนี้มันจองตั๋วจากที่นี่ไม่ได้อ่ะ  จนท.ที่ซิดนีย์จะจัดการให้...

 

โอ้วพระพุทธเจ้าข้า...กูว่าแล้วไง... ชั้นเดินคอตกกลับออกมาจาก counter check in ได้แต่ถามตัวเองว่าทำไมเรื่องยากๆ มันชอบมาเกิดขึ้นกับคนที่ภาษาอังกฤษไม่แตกอย่างชั้นด้วยน๊า....การเดินทางแสนง่ายของฉันกลายเป็นการเดินทางที่ต้องต่อเครื่อง 3 จุด  แถมยังต้องไปโอคแลนด์ด้วย...เอาซิ๊....เอาให้พอ    เรื่องของเรื่องคือฉันพยายามจะหลีกเส้นทางการไปต่อเครื่องที่โอคแลนด์เพราะว่ามันต้องเปลี่ยนตึกจาก International เป็น Domestic แล้วตึกที่ว่ามันไม่เหมือนแบบสนามบินดอนเมืองบ้านเราที่มีสะพานเชื่อมให้เดิน   บ้านนี้เมืองนี้เค้าขีดเส้นสีฟ้าไว้กับพื้นแล้วให้เดินตามเส้นสีฟ้าไป(จริง ๆ แล้วก็คงมีรถ shutter bus แหละ  แต่มองหานาน 2 นานแล้ว...ไม่โผล่มาซักที)  เส้นที่ว่ามันก็จะลากออกไปนอกตัวตึกเดินไปจนสุดอาคาร  เดินข้ามถนน  ผ่านที่จอดรถ  อาคารจอดรถ  ปั๊มน้ำมัน  เบ็ดเสร็จเค้าเขียนว่า  12 นาที  แต่ชั้นว่าเท่าที่เคยเดินมา  คนเอเชียขาสั้น ๆ แบบชั้นก็ฟาดไปประมาณ 20 นาที...ทั้งลมทั้งหนาวและต้องลากกระเป๋าที่เราจะถือขึ้นเครื่องติดไปด้วย...เหล่านั้นคือเหตุผลที่ชั้นไม่อยากไปต่อเครื่องที่นั่นเป็นที่สุดแล้ว...แต่ว่า...ชั้นเลือกได้ด้วยเหรอ...แง ๆ ๆ

 

 20.20 น. เครื่องของชั้นทะยานขึ้นฟ้า...ดีใจสุด ๆ ในที่สุดก็ได้ออกเดินทาง...ครั้งนี้ชั้นเองก็ยังคงมีคำถามเหมือนทุกครั้งที่เดินทางไปประเทศของพวกคอเคซอยว่า...ทำไมมันแม่งมีแต่ฝรั่งหว่า...คน Asia ไปไหนกันหมด..แล้วคนไทยล่ะ...เครื่องบินลำนึงจุคนได้เป็นหลายร้อย...แล้วมันมีคนไทยแค่ 2 คนเนี่ยนะ..ไม่จริงม๊างงงงง... ชั้นไม่คิดหาคำตอบและยังคงสงสัยมาจนถึงวันนี้  อ่อ  อีกเรื่องคือ(ฟามลับที่ไม่เคยบอกใครเลย)...ชั้นเกือบเข้าข่ายว่าเป็นโรคจิตไม่กล้าเข้าห้องน้ำบนเครื่องบิน  ไม่ได้กลัวว่าสกปรกหรอกนะแต่กลัวเสร่อ...แบบว่าใช้ไม่เป็นประตูเปิดยังไง...อายอ่ะ...ตอนที่ไป ซิดนีย์คราวก่อน...ไม่รู้ทำได้ไง...ตลอดการเดินทาง 10 กว่าชั่วโมงไม่ฉี่สักหยด...เอากะมันดิ  ไอ่นิ่ม...

 

และแล้วเครื่องเดินทางมาถึงซิดนีย์ 9.25 น.  ของเช้าวันที่ 5 พ.ย.  ชั้นเดินออกไปตามทางด้วยใจตุ้ม ๆ ต่อม ๆ ...ก็เจอพนักงานของสายการบินคนหนึ่งยืนหน้าเมื่อยอยู่ตรงทางออก...ชั้นรี่เข้าไปฟัง..เชี๊ย...กูว่าแล้วไง...ฟังไม่ออกทฤษฏีการรอดตาย...สิ่งแรกที่คิดออกคือ ฟังไม่ออกจงบอกความต้องการของตัวเองไป 

 

นิ่ม : “ไค้เชิ๊ดดด...  ชั้นพูดออกไปดัง ๆ ท่ามกลางฝรั่งหัวทอง  แหะ ๆ ....พี่พนักงานเค้าหันมามองชั้นจริง ๆ ด้วย

พนักงาน : ต๋อนนี่ยังม่ายมี๋ไฟล์ทปายยย...ยืนรอต๋งนี่ก๋อนนน  อายจะจาดดดดก๋านห้ายยย...@@#..3@@S,ss

 

ชั้นฮ้าฮิ้วในใจ....เชี๊ยะ...การสื่อสารโต้ตอบสมบูรณ์แบบ...พี่พนักงานแจ้งข่าวราวกับฟ้าประทานมาให้ว่าเดี๋ยวจะหาเครื่องพาผู้โดยสารทุกท่านไปให้ถึงเป้าหมายให้ได้....เค้านัดให้ไปที่ transit desk รออยู่พักใหญ่ในที่สุดชั้นได้ตั๋วไปไคร์ทเชิร์ทอย่างใจหวัง  แต่ทว่า.....ต้องไปแวะโอคแลนด์ก่อนง่ะ....หึยยย...ว่าแล้วไง  ในตั๋วบอกว่าเครื่องออกจากซิดนีย์ไปโอคแลนด์เวลา 11.10น. นั่นก็ 10 โมงฝ่า ๆ เข้าไปละ...สนามบิน gate มันอยู่ไกลหรือขาชั้นสั้นก็ไม่รู้  เดินไปนาน 2 นานกว่าจะถึง gate 35 รอไปสิ...พยายามมองหาชาวคณะที่เจอชะตากรรมเดียวกัน...อ่อ..อยู่นั่น  ผู้โดยสารหัวทองหัวดำนั่งรอกันเหงือกแห้งเพราะที่บอกว่าจะออกเดินทางตอน 11.10 น.นั้น...มันยังไม่มีวี่แววจะได้ขึ้นเครื่องซักที เอาน่า...ก็พี่เค้าบอกว่าจะพาไปให้ถึงปลายทางเค้าคงไม่หลอกเราหรอกน่า...ก็ไม่ช้าไม่นาน...รอได้ไม่ลำบาก...รอไปเรื่อย ๆ รอ ๆ ๆ  ฉันได้ขึ้นเครื่องอีกทีตอนเกือบบ่ายโมง...บัตรทานอาหารที่เค้าแจกให้คนละประมาณ 200 กว่าบาทถูกแปลเป็นน้ำและช๊อกโกแล็ต  เพราะเกรงว่าความไม่แน่นอนจะทำให้ชั้นตกเครื่องได้หากมัวแต่ประดิษฐ์นั่งทานข้าว...

 

เครื่องกางปีก  ล้อหุบ...กว่าจะถึงโอคแลนด์ก็ 4 โมงเย็นเข้าไปละ   ในที่สุดก็ได้ย่ำนิวซีแลนด์ซะที...ชั้นพาชีวิตน้อย ๆ กับกระเป๋าใบใหญ่ผ่านด่าน Immigration ลัดเลาะมาทีละด่าน...จนถึงจุดที่ต้องสำแดงของว่ามีของต้องห้ามนำเข้ามาหรือไม่...และแล้ว...ชั้นก็ตัดสินใจ Decare ของเพราะว่ามีของฝากเป็นบิสกิตขนมขบเคี้ยวของน้องแมวไปฝากเจ้าบ้านเค้า....ตาลุงฝรั่งโบกมือหยอย ๆ เรียกชั้น...ตาลุงร้องขอดูอาหารแมวที่ชั้นเอามา...มันถูกบรรจุอยู่ในกล่องอย่างดีและชั้นเอาทั้ง 2 กล่องใส่ถุงซิปเรียบร้อย...ตาลุงอ่านส่วนผสม  พูดกับพนักงานอีกคนงุบงิบ ๆ ถึงตอนนี้หูชั้นไม่ทิพย์พอเพราะว่าแปลที่เค้าพูดไม่ออก...ตาลุงหันมาบอกชั้นว่าเสียใจด้วยนะ  อันนี้เอาเข้าไม่ได้เพราะ...บ้าบออะไรไม่รู้ฟังไม่ทันแปลไม่ออกประมาณว่ามันมีส่วนผสมบางอย่างที่ไม่ปลอดภัยกับสัตว์ในบ้านเค้า...ชั้นพยักหน้าหงึกหงัก  บอกไม่เป็นไร   พอจะจากไปตาลุงก็บอกว่า...ถ้าจะเอาเข้าก็จะมีค่าดำเนินการ 20เหรียญ  แปลว่า 500 บาทไทย...ชั้นตัดสินใจแบบไม่ต้องแปลในทันทีว่า No…I don’t pay for it. เกิดคำถามแบบลัดวงจรขึ้นทันทีว่า...ไหนบอกว่าเอาเข้าไม่ได้  แต่ไงถึงมีค่าดำเนินการ 20 เหรียญถ้าจะเอาเข้า...ชั้นไม่อยากไปต่อกรประคารมกะตาลุงมากเพราะถามไปก็คงได้แค่ถาม  หากลูงตอบมาชั้นก็คงหูอื้อไปเพราะแปลที่เค้าพูดไม่ออก...เจ๊ยยยย   ช่างเหอะมันไม่ค้นครบทุกกระเป๋าแบบคราวที่แล้วก็บุญแล้วล่ะ...

 

กว่าเครื่องของฉันจะได้บินไปไคร์ทเชิร์ทก็ ทุ่มนิด ๆ ถึงโน้นก็ประมาณ 2 ทุ่มกว่า ๆ แล้วเครื่องก็ delay อีกรอบ...กว่าจะได้หุบล้อบิน 2 ทุ่มครึ่ง  โห้ว...เอาวะสุดท้ายละ  เพื่อนรวมขบวน 10 กว่าชีวิตที่ต้องต่อเครื่องแบบทรหดขนาดนี้พากันตั้งชื่อให้ว่าเป็น Survivor team ในที่สุดชั้นก็พาชีวิตมาถึงไคร์ทเชิร์ทตอน 3 ทุ่มครึ่ง พี่ฟิล  สามีสุดที่รักของเพื่อนสาวเรามายื่นแอ่นระแน๊รอรับ  คนไทยอย่างชั้นดีใจแทบน้ำตาไหล   ได้แต่วิ่งเข้าไปกอด  ถึงแล้ว...ในที่สุดก็ผ่านด่านทรหดสิบแปดอรหันต์มาได้... โหว...ยังกะเดินทางรอบโลกข้ามเส้นเวลากันให้สนุก   คิดคำนวณเวลาทั้งหมดแล้วประมาณ 19 ชั่วโมงในการท่องโลกครั้งนี้  Flight delay ตั้งแต่เริ่มต้น  และทุกๆ จุดต่อเครื่องก็ delay ไปอีก...หมดกัน..ไอ่ที่จ่ายไปเพื่อลดความโกลาหลในชีวิตลง....ใช่น้อยนะเนี่ย...(แถมได้แวะโอคแลนด์อีก...สุดปลายตีนเลยงานนี้)

 

อีก 1 เรื่องแถมท้ายให้ไว้เป็นความรู้คู่ความดีของทุก ๆ คน ว่าหากจะมีใครเดินทางไป 2 ประเทศนี้คือ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์  ท่านทั้งหลายจะไม่สามารถขนของเหลวหรือสิ่งใดที่สามารถหลอมละลายได้ขึ้นเครื่องไปได้เกินละ 100 ml / ชิ้น /คน  เพราะมันเป็นกฎฮ่ะ...อย่าไปรู้เลยว่าเพราะอะไร  ของที่ซื้อจาก duty free ประเภทน้ำหอม  ครีมโน้นนี่  ได้ทิ้งแน่ตั้งแต่ทางขึ้นเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิ  เห็นกับตารถเข็น 3 คัน  สารพัดครีม  สารพัดกระปุกถูกโยนใส่จนล้น  เขาเล่าว่า  ถ้าจัดให้เป็นสัมภาระของใช้ส่วนตัวก็จะไม่ติดใจอะไรมากโดยการแกะมันออกจากกล่องเสียและของแต่ละชิ้นจะต้องมีปริมาณไม่เกิน 100 ml ใส่รวมในถุงซิปเปิดได้มองเห็นทะลุได้  และรวมกันทุกชิ้นแล้วไม่เกิน 1 ลิตร.และต้องใส่ในถุงซิบขนาด 20x20 ซม.ได้   อันนี้ของเค้าเข้มงวดกันจริง ๆ เพราะถึงกับส่องแล้วส่องอีก  ชั้นเองไหวตัวทันที่ duty free ซอยรางน้ำ  ดีนะไม่ซื้อของประเภทน้ำหอมและครีมไว้  ไม่งั้นมีทิ้งตั้งแต่ยังไม่เปิดใช้  เค้าบอกว่า  ต่อให้ของเหลวบรรจุในขวดขนาด 200 ml ใช้ไปแล้วเหลือติดก้นขวดไม่ถึง 50ml เค้าก็ตีว่าปริมาณของชิ้นนั้นจะเป็น 200 ml แปลว่าให้ผ่านไม่ได้   เห็นมากับตา...น้ำดื่มก็ห้าม  ลิปสติกก็ต้องใส่ถุงซิป  น้ำหอมนี่ให้ลืมไปเลย  ถ้าอย่างนี้แล้ว  เหตุผลก็อย่าไปรู้เลยนะว่าเพราะอะไร..สุดจะเดานะฮ้า...

 

สุดยอดแห่ง trip ประจำปีนี้  ต้องยกนิ้วให้เลย  นอกจากจะเรื่อง Decare ของและ Flight Delay แล้ว ยังจะมีเรื่องด่านสิบแปดอรหันต์อีกง่ะ..ทั้งเรื่องload ของผ่านเครื่อง x-rey ทั้งขาเข้าขาออกสนามบิน 3 แห่ง laptop เพื่อนยากของชั้นถูกแกะตรวจทุกสนามบินทั่งขาเข้าขาออก...นั่นหมายถึงชั้นแกะ ๆ เก็บ ๆ อยู่อย่างนั้นถึง 8 ครั้ง  แล้วเป็นอะไรไม่รู้กับเข็มขัดและเสื้อกันหนาว...ถอด ๆ ใส่ ๆ กันอยู่อย่างนั้น  ตรวจมันทุกด่าน  นึกภาพออกไหม..เวลาจะตรวจแม่งก็รีบ ๆ ถอด  รีบ ๆ แกะ ๆ แต่พอผ่านเครื่อง x-rey แล้วป๊าบบ  ทั้งเสื้อกันหนาว  เข็มขัด (กางเกงแม่งก็หลวม)  laptop ถุงซิบใส่ของเหลว ตั๋วเครื่องบิน passport  ทั้งหมดนี้ถูกแงะออกมาโชว์เป็นชิ้น ๆ   แต่จะรวบยังไงให้ทันโดยที่ต้องเสียเวลาให้น้อยที่สุด  คนอื่น ๆ ก็เข้าคิวหลั่งไหลมากดดันจั๊ง... เรื่องเยอะได้อีกน่ะ...แจ๊คพอตหวยออก...คนโชคดีอย่างชั้นจึงได้มีโอกาสลิ้มลองความวุ่นวายชนิดที่ว่าแทบอยากฉีกตั๋วเครื่องบินทิ้งกันไปเลยทีเดียว

 

10月1日

Here on Earth (Episode2)

กลับมาละ...หลังจากที่ไปนอนกกได้อยู่นานลองนาน  ฟักออกมาเป็นตัวได้ซะที  เข้าเรื่อง shopping ดีกว่า...

 

แดนสวรรค์ของนักช๊อปดินแดนแห่งของก๊อบก็คือเมืองจีนของเรานี่เอง...ของเดี๋ยวนี้ made in china กันหมดอยากได้อะไรก็ไปหาซื้อได้ที่นั่น...จากเซินเจิ้นไม่ใกล้ไม่ไกลจากฮ่องกง...แฟชั่นไปถึงไหนของก๊อบแถวนั้นก็ตามติดแฟชั่นไปแบบเท้าเหยียบเงาหายใจรดต้นคอกันเลยทีเดียว...ของแสนถูกประเภทว่าใครคิดจะไปแต่ไม่มีเครื่องกันหนาวก็ไปหาซื้อแถวโน้นเอาไม่หนักกระเป๋าประหยัดพื้นที่และถูกตังค์กว่าเป็นไหน ๆ (อันนี้จริง ๆนะ)   ทั้งเสื้อผ้าแฟชั้นต่าง ๆ ,DVD หนัง,อุปกรณ์ไฟฟ้า,อุปกรณ์ computer แทบทุก Item ในห้างเลยก็ว่าได้....แต่น่าแปลกใจนะว่าทำไมเป็นถึงผู้ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าแต่ว่าไม่มี Brand เป็นของตัวเอง...แหะ ๆ ๆ  ก็อย่างที่เค้าว่ากันว่าของที่ผลิตที่จีนคุณภาพตามราคา  ซื้อมาไม่เกิน 2 ปีก็พัง...เห็นจะเป็นเหตุผลหลักว่าทำไมถึงไม่มี World Brand กะเค้าซะที...งานนี้ฉันได้เห็น หนุ่ม ๆ สวมวิญญาณนักช๊อป  คนหนึ่งอยากไปดู จอ LCDเล็ก ๆติดในรถ อีกคนก็อยากไปดู Antique ส่วนอีกคนก็อยากไปดูกล้องและ DVD หนัง...ส่วนฉัน...วินาทีนี้ไม่เหมาะกับการ Shopping ในวิถีหญิง ๆ เป็นอย่างยิ่ง...ทั้งช้า..ทั้งเลือก...ทั้งเดิน...ทั้งย้วย...มันจะขัดใจอีก 3 หนุ่ม  ฉันเลยตกลงใจไปทุกที่ ๆ หนุ่ม ๆ ไปกัน  ที่ ๆ ฉันสนุกกับการต่อรองราคาให้กับบรรดาหนุ่ม ๆ ที่ย่านขายของ Antique (อย่างว่าแหละเรื่องแบบนี้ต้องมีตัวช่วยเป็นผู้หญิง)  อย่างที่รู้ ๆ กันว่าประเทศจีนนั้นของถูก  แต่เราไม่เคยรู้เลยว่าถูกขนาดไหน ของบางอยางนั้นถูกอยู่แล้วสำหรับคนไทยอย่างเรา ๆ แต่ว่าก็ขอต่อซักหน่อยเหอะ  จะได้สบายใจ    ดังนั้นมันก็เลยต้องมีวิธีในการต่อรองกันหน่อย  เขาบอกว่า...ให้ใช้วิธีหยิบมาดูแล้ว  สวมวิญญาณนางร้ายช่อง 7 ประเภทคิดในใจ  เหี้ยไรเนี่ย...เอาอะไรมาขายให้กูเนี่ย  ใส่แล้วจะคันไหม...ชั้นต่ำ !”เสร็จแล้วก็ให้โยนของนั้นแหมะลงไปที่เดิม  ขอเน้นว่าต้องโยนนะ  ค่อย ๆ ว่างเนี่ยไม่รู้สึก   ภาษาหนังเรียกว่าActing ต้องเยอะหน่อย  ต้องเล่นใหญ่ ๆ เข้าไว้  อะไรที่เราเคยเห็นพวกทัวร์จีนมันชอบทำแล้วเรารับกันไม่ได้อะ..นั้นแหละเอาให้เหมือนนะ  เสร็จอาเจ๊ทั้งหลายจะถือเครื่องคิดเลขมากดให้ดูว่ากี่บาท รูปปั้นเซรามิกท่านประธานเหมาเจอตุง  250 หยวน...ฉันกดเครื่องคิดเลขกลับไปที่ 100 หยวนแบบอาย ๆ ...แม่งโดนด่าซะ...แต่แปลไม่ออกหรอกนะ...ฉันเดินหนีเลยเพราะรู้ว่าร้านถัดไปก็มีขาย  เดินต่อไปเจอราคา 100 หยวน  ฉันกดเครื่องคิดเลขกลับไปว่า 20 หยวน  เค้าให้ฉันที่ตัวเลข 60 หยวน...ฉันเดินตัวลอย ๆ จากไปแบบไม่ใยดี  ซื้อโน้นนี่เสร็จแวะกลับมาลูบ ๆ คล่ำ ๆ แล้วก็เดินจากไป...กลับมาใหม่อีกที  ทีนี้อีเจ๊เค้าให้ราคาที่ 50 หยวน...ฉันบอกว่า...ขอ 30 ละกัน....ระหว่างที่พูดก็ลูบ ๆ คล่ำ ๆ ไป...ในที่สุดก็ได้มา... 30 หยวน...เอากะมันสิ  ร้านแรก 250 หยวนเท่ากับ 1,250 บาท  แต่สุดท้ายซื้อได้ในราคา30 หยวนคือ 150 บาท  บ้ารึเปล่า  ร้านแรก ๆ ก็ตั้งราคามาได้แล้วก็ไม่ลดด้วยนะประมาณว่า  อั๊วจะตั้งราคาแบบนี้ใครไม่ซื้อก็ไม่เป็นไรไม่ง๊อ  ไรเงี๊ย...แต่ราคาที่ตั้งเนี่ย  ไม่ดูลมเหนือลมใต้เลยนะเหมือนทอยลูกเต๋าได้เท่าไหร่ก็เลขนั้นเลยอ่ะ....ที่ ๆ ไปแล้ว Shopping สนุกอีกที่คือ Ikea ร้านขายอุปกรณ์ตกแต่งบ้านเก๋มี design เหมือน index หรือ homepro บ้านเรา...ของเค้าดีจริงและถูกของแท้...ไม่รู้ว่าอยู่ไหนแต่มีคนบอกให้นั่งรถไฟฟ้าไป...อ้าววววไปกัน...ฉันของจากที่ได้มากมายคณานับ ทั้งโคมไฟตั้งพื้น,โต๊ะญี่ปุ่น,นาฬิกา 4 function ติดตู้เย็น,ชั้นผ้าเป็นช่องๆใส่ของพร้อมลิ้นชัก4ชุด,มีดหั่นขนาดพอดีมือ 2 อัน...เยอะแยะตะแป๊ะไก๋...จำไม่หมดแต่ของทุกอย่างก็ยัดลงกระเป๋าจนพูน...งานนั้นเดินกัน 4 ชม.จนลืมทานข้าวเย็นกันไปเลย  อ่อ  ที่นี่ต่อราคาไม่ได้หรอกนะเพราะว่ามันเป็นห้าง  เห็นราคากับของแล้วอยากเอารถ  6 ล้อไปขนมาซะจริง ๆ  

ว่าจะเขียนสั้น ๆ ดันพล่ามมาซะยาว...อ่านกันให้หายเบื่อไปเลย...หวังว่าคงใช้เป็นข้อมูลในการไปตะลุยแดนแพนด้านะได้จ๊ะ...

9月27日

Here on Earth( Episode 1)

แหม  ดีใจนะเนี่ยที่เพื่อน ๆ หลายคนติดอกติดใจเรื่องย่อฉบับกระเป๋าของฉันที่ post เข้าไปใน e-mail เมื่อครั้งที่ได้ไปตะลุยเมืองจีน ถือว่าเอาประสบการณ์มาแบ่งปันให้ฟังสนุกๆ ละกัน   ก็แค่ไม่อยากให้เพื่อนที่กำลังจะเดินทางไปที่นั่นไปเอ๋ออยู่กลางเมืองใหญ่    ที่การสื่อสารไม่เป็นใจยิ่งกว่าหนังเรื่อง lost in Translation ซะอีก....เติมน้ำให้เต็มขวดแล้วเดินตามมา...เดี๋ยวจะพาไปรู้จัก

 

กลางเดือน ก.ค.เมื่อปีที่แล้ว  หนังโฆษณาเหล้ายี่ห้อหนึ่งพาฉันและทีมงานทั้งหมด 4 ชีวิต(โดยมีฉันเป็นผู้หญิงคนเดียว)เดินทางแบบกะเร้อกะรังไปจนถึงเมืองเซี่ยงไฮ้  ระยะเวลาในการเดินทาง 5 ชม.บนเครื่องบินของฉัน  ในหัวเฝ้าคิดแต่ว่าจะไปเจออะไรที่มหานครแห่งนั้น   เพราะหลายเสียงเหลือเกินต่างบอกว่า... แหม...ไม่ยากหรอกไปหาลูกค้า  เอาแผนที่ให้ที่โรงแรมไปเดี๋ยวเค้าก็เรียก Taxi ให้  ...แหมคุณขาถ้ามันจบแค่นั้นได้ก็ดีสิคะ....หันหน้ามองไปมาใครล่ะเนี่ยจะช่วยชีวิตพวกฉันได้ถ้าการสื่อสารไม่สัมฤทธิ์ผล    Producer ไม่ได้แปลว่าทำได้หมดทุกอย่างนะว่อย...ไม่มีใครเผื่อใจสำหรับทักษะ body language ของฉันเลย...เพราะพวกที่ไปด้วยกันเนี่ย   ชาวไทยล้วนไม่มีส่วนผสมจีนกันเลยแม้แต่น้อย...ฉิบหายละกู

 

ฉันเตรียมตัวสำหรับการเดินทางไปต่างประเทศเหมือนทุกครั้ง  จะมีไอ่ที่ต่างไปนิดหน่อยก็มีสมุดเล่มเล็ก ๆ อยู่ในมือ...ใช่สิ  Producer นี่ต้องจดทุกอย่างว่าใช้จ่ายอะไรไปบ้าง...ในสมุดชั้นจดชื่อเบอร์โทร.โรงแรม...ชื่อที่อยู่ตึกลูกค้า...เบอร์สถานทูตไทย...เหล่านี้เนื้อหาหลักต้องมีพกไว้...นอกจากนี้ชั้นยังมีภาษาจีนที่เขียนเป็นคาราโอเกะแบบไทยๆพกติดไปด้วย  คำสำคัญ ๆ สำหรับฉันก็เช่น...ห้องน้ำ...ขี้...เยี่ยว...จอดตรงนี้...หิวข้าว..หิวน้ำ...แค่นี้จริง ๆ ศัพท์อื่นไม่มีอะไรสำคัญไปกว่านี้แล้ว  ไม่จำ  จำไม่ไหว...เยอะเกิน  คำสำคัญสุดท้ายที่จะต้องจำและจำได้ถึงวันนี้แต่ออกเสียงผิด ๆ ถูก ๆ มาตลอดก็คือ.. เพี่ยนอี้  อี้เจี๊ยน  เข่ออี้หม่า  ยาวนะ...แต่จำได้ขึ้นใจ  แปลว่า นี่กี่บาทอ่ะ..ลดหน่อย ๆ เจ๊ จะแพงไปไหนเนี่ย... อ่อ  แล้วก็ตัวหนังสือภาษาจีนของคำสำคัญทั้งหมด...เผื่อออกเสียงไม่ถูกท้องเสียจะได้ไม่ขี้แตกใส่กางเกงก่อนเจอห้องน้ำ....ได้ละ...ออกเดินทางเลยละกัน..รอดแน่กู   

 

หลังจากที่ล้อเครื่องบินแตะพื้น  ฉันสะดุ้งโหย๋งอีกทีเมื่อได้ยินเสียงตะโกนดัง ๆ แต่ฟังไม่ได้ศัพท์...ฉันมองตาม... สิ่งที่วิ่งมากระแทกตาของฉันเข้าอย่างจังคือเจ้าพนักงาน ตม.  บุคลิกพี่แกช่างสมกับการเป็นประชากรประเทศคอมมิวนิสต์แห่งนี้จริง ๆ   พี่แกเรียกคนให้ไปเข้าแถวยังกะเรียกเชลยศึกในค่ายอพยพให้ไปรับบริจาคอาหารยังไงอย่างงั้นเลย...นี่ฉันอยู่ส่วนไหนของโลกใบจิ๋ว ๆ นะ...

 

ฉันไปถึงโรงแรง...ในเวปมันบอกว่าโรงแรม 5 ดาว...โอเค   น่าจะปลอดภัยเรื่องการสื่อสาร  ฉันติดต่อเรื่องห้องพัก  พนักงานรับเรื่องสนทนาเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงจีน...โอเค  รับได้...แต่พอบัตรเครดิตไทยพานิชย์ที่เอาไปรูดสำหรับ check in มีปัญหาป๊าบ....หลังจากนั้นคุณพี่ก็พ่นภาษาจีนใส่ทันที....

 

นิ่ม :      “What’s the credit card that I can use or do you want me to deposit in cash?”

                แปลแบบเสี่ยว ๆ ว่า...การ์ดใบไหนใช้ได้คะ  หรือว่าจะเอาเงินมัดจำห้องเป็นเงินสดคะ

พนักงาน : “##$@$@)!!#!@(E)#”     เหี๊ยมึงพ่นภาษาอะไรใส่กูเนี่ย  (>..<) 

ไม่ได้การละฉันเริ่มมองหาตัวช่วย...

นิ่ม :      เมลวิน  ช่วยหน่อย...ไม่รู้พูดภาษาอังกฤษผิดรึเปล่า...ไมแม่งพูดจีนใส่เราฟะ

ฉันเรียกหามนุษย์ผู้ชายลูกครึ่งไทย-มาเลย์พูดภาษาอังกฤษได้แจ่มแจ๋ว...แต่มันก็ไม่ได้ผล   คุณพี่สุดยอดพนักงานโรงแรม 5 ดาว  ไม่ได้ถูก Program ให้พูดภาษาอังกฤษประโยคอื่น  ฉันเลยใช้วิธีเอาบัตรเครดิตทุกใบที่มีมากางให้พี่แกเลือกหยิบ...เอาเลยพี่ฮ้า...กูไม่รู้จะทำยังไงละฮ้าพี่...

 

หิวโซ...ตาลาย...อาหารมื้อแรกวันนั้นเราตัดสินใจไปแถวย่านธุรกิจเหมือนถนนสีลมบ้านเรา  เพียงเพราะอยากสัมผัสรสชาติ local food....สวมวิญญาณสัญชาติญาณนักชิม  มองหาร้านเก่า ๆ ง่อย ๆ แต่มีคนเยอะ ๆ หน่อย..มองไปมองมาชิ้นหมูแดงกะเป็ดย่างที่แขวนอยู่ในตู้กระจก..มันหยดติ๋ง ๆ กวักมืออยู่ไหว ๆ มองเข้าไปข้างในตู้เห็นเครื่องในเป็ดพะโล้สารพัดอย่างกองสุมแยกชนิด...ร้านนี้ละกัน...นับจากนี้ให้นึกภาพไปพร้อม ๆ กัน...ร้านเหมือนร้านก๋วยเตี๋ยวบ้านเราที่มี อาเจ๊ก อาม่า อาตี๋ มาช่วยกันขายของ  เรา 4 คนเข้าไปนั่ง...รอให้คนมารับ order  รอให้คนเอาน้ำแข็งเปล่ามาเสริฟ...รอไป 5 นาที  เห็นว่าคนเยอะเดี๋ยวเค้าคงเดินมาถาม...รอก่อน...คนเดินขวักไขว่ไปมา...ฉันจับต้นชนปลายไม่ถูกเห็นแค่ว่าอาแปะ  กะเด็กวันรุ่นอีก 2-3 โต๊ะ ที่มาทีหลังฉันซดน้ำแกงโฮก ๆ จ่ายเงินแล้วเดินออกร้านไปโต๊ะแล้วโต๊ะเล่า...ฉันหิว....แต่ก็พยายามเก็บอาการไว้แบบสุดชีวิต...พยายามสังเกตจากลูกค้ารายใหม่ที่เข้ามาว่าเค้าทำยังไง...แต่ว่าเค้า....เดี๋ยวเดินไปที่ตู้เป็ด  เดี๋ยวเดินไปที่ผู้ชายหน้าร้าน  เดี๋ยวเดินไปที่ตู้เป็ดอีกที  เดี๋ยวมีบะหมี่มาเสริฟซึ่งมีแค่เส้นบะหมี่น้ำมีผัก 2 ต้นอยู่ในชาม เค้าทานแค่นั่นแล้วก็จ่ายเงิน... เหี๊ย...กูอยากทานบะหมี่เป็ดกะบะหมี่หมูแดง...ฉันใช้วิธีลุกไปจิ้มที่ตู้เป็ดแบบโง่ ๆว่าเอาโน้นเอานี่ ด้วยความคิดที่ว่ามันคงไม่มีใครมารับ order แบบบ้านเราหรอก...แล้วก็ใช่จริง ๆ ด้วย  อาเฮียที่สับเป็ดตะโกนโหวกเหวกบอกอาโกที่ยืนอยู่หน้าร้านพร้อมชี้โบ๊ชี้เบ๊มาที่ฉัน   ดูจากอาการแล้วคงประมาณว่า...เห้ย  มึงเอาอีเดะนี่ไปที  มันท่าจะสั่งม่ายเป็ง  มาชี้เปะกะหมูแลงอยู่หน้าตู้เนี่ย...   อาโกเดินมาส่งภาษาจีนฟังไม่รู้เรื่อง...ชั้นเลยชี้ไปที่ตู้เป็ดแล้วบอกว่าเอา 2 ที่  ชี้ไปที่หมูแดง 1 ที่...แล้วก็เครื่องในเป็ด...อาโกจด ๆ ๆแล้วจากไป ....เรา 4 คนมองหน้ากันแล้วตื่นเต้นกันอาหารที่สั่งไปว่าจะได้อะไรมาแดก....ฮ้าฮิ้ว...มาละ...เค้ายกบะหมี่น้ำมาให้เรา 4 ที่  บะหมี่น้ำของเค้าประกอบไปด้วย...เส้นบะหมี่สีเหลืองเส้นตรง ๆ ลวกอยู่ในน้ำบะหมี่ใส ๆเหมือนน้ำต้มกระดูกหมูธรรมดา...ผักป๋วยเล้ง 2 ต้น....แค่นี้ สักพักหมูเห็ดเป็ดไก่ที่สั่งไปก็ยกมา   บนโต๊ะไม่มีเครื่องปรุงอะไรทั้งสิ้นมีแต่กระบอกตะเกียบพลาสติกสารพัดสีแบบ minimal ไม่มีช้อน...ไม่มีทิชชู ไม้จิ้มฟัน  พวงเครื่องปรุง  พริกไทย...ไม่มี !   เอ้าพวกเรา...แดก...ซดกันโฮกฮาก ๆ  เรอเสร็จก็ปาดปากจ่ายตังค์เป็นอันจบ !   มาเรียบเรียงเอาทีหลังว่า...เวลามาที่ร้านนี้ต้องเดินไปหาอาโกที่หน้าร้านบอกว่ามากัน 4 คน  เอาหมูเห็ดเป็ดไก่อะไรก็สั่งตรงอาโก  โดยดูจากในตู้...เสร็จก็เข้ามานั่งเค้าก็จะยกบะหมี่มาเสริฟ  เหมือนบ้านเรายกข้าวเปล่ามาให้...เสร็จกับข้าวก็จะถูกยกตามมา  แต่กับข้าวเค้าเป็นหมูแดง...แค่นั่นเอง...ฉันเห็นเค้ายกผัดผักออกมาเสริฟโต๊ะอื่น...อยากทานกันจนตัวสั่น...แต่ตกลงกันแล้วว่า...ท่าทางจะอดเพราะมันเป็นการออกคำสั่งแบบขั้น advance มากเพราะไม่รู้ชื่อไม่มีรูป    เลยได้แต่บอกว่า...ฝากไว้ก่อนเหอะมึ๊งงง...ออกมายืนหน้าร้านไม่ถึง 5 นาทีกำลังจะตัดสินใจว่าจะไปไหนต่อ  คนไทย 4 คนคอแห้ง...ลิ้นแห้ง....น้ำลายเหนียว...ฉันเกิดมาพึ่งเคยรู้สึกหิวน้ำจบจะขาดใจตายก็คราวนั้นเอง...ฉันเดินเข้าไปในมินิมาร์ทหาน้ำเปล่าบรรจุขวด...ไม่รู้ยี่ห้อไหนดี...เพราะฉันรู้ดีว่าการดื่มน้ำต้องเลือกให้ดีถึงแม้ว่าจะบรรจุขวดwrap plastic อย่างดี...ก็ใช่ว่าจะเป็นน้ำสะอาด...ชั้นมองหาป้ายโฆษณาน้ำดื่มที่อยู่ในร้าน...เอาวะยี่ห้อนี้แหละ...มันมีตังค์พิมพ์ป้ายโฆษณา....มันก็น่าจะโอเคล่ะ...  ได้ดื่มน้ำ...ชีวิตดีขึ้นโข....พวกเราเดินเฉิดฉายไปตามถนนเห็นร้านหนึ่งขายหมี่ผัดน่าทานทีเดียว  ประมาณผัดไทยข้าวสารบ้านเรา  คนรอซื้อจนล้นมาหน้าร้าน...ฉันเลยเข้าไปมุงมั่ง....โอ๊วววเห็นคาตา  อีเจ๊แกผัด ๆ อยู่  เปิดกระป๋องคนอร์ผง...เอามือควัก...สาดใส่กระทะไป 2 กำ...ฉันสืบเท้าออกมาจากร้านนั้นแล้วบอกกับตัวเองในใจว่า แค่นี้นะ  กูไม่อยากมาตายที่นี่ คนไทยที่ว่าใส่ผงชูรสในอาหารเยอะเนี่ย...ขอให้ยอมแพ้ที่นี่ไปเลย  ฉันขอบคุณในความเสือกครั้งนั้นทำให้ฉันรู้ตั้งแต่วันแรกที่ไปถึงเลยว่า...เราคงหนีเรื่องแบบนี้ไม่พ้นแน่...และพกน้ำไว้เลยนะ  2 ขวดสำหรับคนดื่มน้ำเก่ง....  ฉันได้มีโอกาสไปทานอาหารในร้านอาหารหรูแห่งหนึ่งชื่อ “Shainghai Hight” เป็นร้านอาหารอยู่บนยอดตึกริมฝั่งแม่น้ำ ประมาณร้านซีรอคโคบ้านเรา...ฝั่งตรงข้ามเป็น Shanghai Tower ที่มีรูปร่างทรงวิทยาศาสตร์สุดล้ำสมเป็น Landmark สำคัญของเมืองนี้   มื้อนั้นฉันสั่ง Pumkin Soupไป  บริกรยกมา...เง๊อ....ซุบสีเหลืองอ่อนมีขนอ่อนหงิกงอนอนแอ่นระแน๊ยิ้มให้อยู่กลางชาม  คิดในใจ...ยกมาเสริฟมึงไม่เห็นกันเลยรึไงเห๊ออออ....มื้อนั้นฉันทานแต่สลัดน้ำใสกับขนมปังที่ยกมาเป็นอาหารเรียกน้ำย่อยก็เกินอิ่มแล้วล่ะ... ฉันรู้แล้วว่าบ้านนี้เมืองนี้  ทานอะไรต้องระวังไม่ว่าจะร้านแบะกะดินหรือว่าภัตตาคารบนตึกสูงระฟ้า...ผักปลาไม่ได้บริสุทธิ์สดใสเหมือนในบ้านเรา...แหล่งน้ำอยู่ใกล้กับแหล่งโรงงาน   มองเห็นได้ชัดตอนเครื่องบินลดระดับ...หลังคาโรงงานเป็นทิวแถวปลูกอยู่ข้างแม่น้ำสายใหญ่    อย่างที่รู้...เค้าใช้ปุ๋ยชีวภาพเอามารดผัก  ถ้ามองเห็นลานปูนโล่ง ๆ มีน้ำแฉะ ๆ นองอยู่บนลาน...ก็ชีวภาพของแท้ที่บ้านเราเรียกว่า...ขี้....น่ะค่ะ.....ขี้วัวขี้ควายก็โอเคนะคะ...แต่ขี้คนเนี่ย... .เดี๊ยนรับไม่ได้จริง ๆค่ะ...ยี๊

 

เริ่มด้วยเรื่องกินจบด้วยเรื่องขี้อ่ะ...ไม่ไหว ๆ  ติดตามตอนต่อไปเร็ว ๆ นี้...คราวหน้าจะพาไป Shopping ล่ะ

9月24日

Life is Beautiful

 

นิ่ม :        ป้าคะ   ดินสอนี่ขายยกกล่องไหมคะ ?

ป้า :       คิดเป็นแท่งตามที่ขายแยกอ่ะ  ยกโหลก็ไม่ได้ลดนะ 

 

ป้าพนักงานคิดเงินแผนกเครื่องเขียนตอบฉันแบบไม่อีนังขังขอด

 

นิ่ม :      “??!!??”    คิดในใจ... ตอบตรงคำถามไหมเนี่ย...

 

เวลาผ่านไป 20 นาที ฉันมายืนตรงหน้าป้าอีกทีพร้อมของกองพะเนินให้ป้าคิดเงิน  ป้ามองของแล้วหน้ามองฉัน

 

ป้า :       น้องซื้อไปแจกเหรอ 

 

ป้าถามด้วยน้ำเสียงเปลี่ยนไปเพราะของที่ฉันเอามากองให้ป้าคิดเงินเป็นดินสอแฟนซี  3 กล่องใหญ่ประมาณ 150 แท่ง  ดินสอสีอีก 10 กล่อง  เชื่อกกระโดดอีก 10 เส้น  ห่วงยางอีก 4 อัน  และสติ๊กเกอร์ลายการ์ตูนอีกเพียบ

 

นิ่ม :      ค่ะป้า  จะเอาไปแจกเด็กที่โรงเรียนที่ใต้อ่ะค่ะ

ป้า :        “ 3 จังหวัดชายแดนน่ะเหรอ

นิ่ม :      ค่ะป้า

ป้า :       น้องเป็นอาสาสมัครเหรอ ?”

นิ่ม :      เปล่าค่ะ  พอดีมีเพื่อนจะลงไป  เลยจะฝากเค้าไปค่ะ

ป้า :        เหรอ...นี่น้องจ่ายเองหมดเลยเหรอ ?   

 

ฉันไม่แน่ใจว่าเพราะของที่กองพะเนินอยู่ตรงหน้ายอดบิลหลักพัน  ดูจากหน้าฉันแล้วมันเกินกว่ากำลังทรัพย์จะสู้ไหวหรือว่าเป็นเพราะป้าแกกำลังสนใจในสิ่งที่ฉันทำอยู่

 

นิ่ม :       ค่ะ...จ่ายเอง

ป้า :        เอางี้  เดี๋ยวป้าแอบลดให้นะ...

นิ่ม :       ขอบคุณค่ะป้า  

 

ฉันขอบคุณไปแบบงง ๆ ว่าป้าจะแอบลดให้ได้ยังเพราะที่ ๆ ฉันเดินเข้าไปซื้อของคือร้านศึกษาภัณฑ์  ราชดำเนิน  เค้าแปะป้ายไว้หราว่า  โชว์บัตรสมาชิกฯ  ได้ลด 5%  ฉันไม่มีอะไรไปโชว์ทั้งสิ้นนอกจากหน้าแห้ง ๆ กับคำขอบคุณ   แต่ช่างแกเหอะลดให้ฉันก็ยินดี

 

ป้า :        นี่นะน้อง  ป้าลดให้ 10 %.....เอาลังไหม ของเยอะแบบนี้จะขนไปยังไง  เอารถมาเองรึเปล่า

นิ่ม :       ลังใหญ่ไหมคะป้า...หนูมา Taxi”

ป้า :        ใหญ่เหมือนกัน  แต่มา taxi ไม่น่าจะใส่ Taxi ได้....

นิ่ม :       “??!!?!???”

 

 

....งงไปอีกรอบ.... รถ Taxi กะรถบ้านขนาดมันต่างกันตรงไหนป้าคิดว่าถ้าฉันมีรถ  รถฉันจะเป็นรถกะบะขนของแบบ Hilux Vigo รึไง...

 

นิ่ม :       งั้นไม่เป็นไรค่ะป้า  เดี๋ยวหนูต้องไปดูของตรงแผนกอื่นอีกจะฝากของไว้ตรงนี้ก่อนได้ไหมคะ

ป้า :        เอาสิ  นี่จะไปดูอะไรอีก

นิ่ม :       จะไปดูสื่อการสอนพวก CD น่ะค่ะ  ป้าแกเหมือนชะเง้อชะแง้หาใครซักคน

ป้า :        จุ๋ม...นี่น้องเค้าจะซื้อของไปให้เด็กที่ใต้  พาน้องเค้าไปหน่อย  แล้วลดราคาให้เค้าด้วยนะ 10%”

นิ่ม :       โหว...ขอบคุณมาก ๆ ค่ะป้า

 

ยกมือไหว้เสร็จชั้นก็รีบแจ้นไปดูของ  เพราะคำสั่งของป้านี่เองทำเอาคนแถวนั้นแทบจะปูพรมแดงให้ฉันเดินเลยทีเดียว....วันนั้นขนาดไปยังไม่ถึงไหน  บุญก็ทำให้ฉันยิ้มแป้นได้ทั้งวัน....

 

ระหว่างระยะทางจากราชดำเนินไปรัชดา  ฉันนั่งใจลอยอยู่บน Taxi ตั้งใจจะไปตามหา CD สื่อการสอนให้เด็ก ๆ   Fortune ฉันนั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยกับสิ่งที่ฉันพึ่งเจอมา   มันทำให้ฉันนึกย้อนไปถึงครั้งหนึ่งที่เคยทำให้ฉันเกิดความรู้สึกแบบนี้...

 

ประมาณกลางปีที่แล้ว....ฉันได้รับโจทย์ให้ทำโฆษณาเฉลิมพระเกียรติให้ในหลวงที่ครองราชย์ครบ 60 ปี    เป็นเรื่องของเด็กหญิงคนหนึ่งที่ตัดสินใจเขียนจดหมายเล่าเรื่องความลำบากของตัวเองไปหาในหลวงและในที่สุดก็ได้รับความช่วยเหลือจากในหลวง....

 

งานนั้นอุปสรรคใหญ่อยู่ที่งบประมาณในการถ่ายทำ....มันน้อยเสียจนฉันคิดไม่ออกว่าจะใช้วิธีไหนดี  ใครทำงานProduction น่ารู้ดีว่า  การถ่ายทำด้วย film 35mm, sync sound,ใช้ทีมงานฝีมือคุณภาพ,ถ่ายทำต่างจังหวัด 2 วัน  กลางฤดูฝน มันเต็มไปด้วยค่าใช้จ่ายและการที่ต้องเตรียมเงินบางส่วนไว้สำหรับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า  เพราะเงื่อนไขทั้งหมดนี้...เต็มไปด้วยปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาที่อยู่นอกเหนือการคาดเดา....ฉันจำได้แม่นว่าทีมงานทุกคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ทำให้ในหลวง...มีเงินเท่าไหร่ก็ทำ....ทำเพื่อในหลวงกัน  งานนั้นทุกคนให้ใจฉันทำงานเพื่อในหลวง....ทำไปมีความสุขกันไปจนลืมเหนื่อย...

 

ตัดกลับมาที่ป้าตอนที่ถามว่า เอาไปแจกเด็กที่ใต้เหรอ  เดี๋ยวแอบป้าลดให้นะ  มันเป็นความรู้สึกเล็ก ๆ ที่ทำให้ฉันรู้ลึกดีไม่น้อยว่า  ท่ามกลางความวุ่นวายของเมืองกรุงที่มีแต่การแย่งชิงกัน  ก็ยังมีเรื่องราวดี ๆ ของคนจิตใจดี ๆ ปะปนอยู่  นี่แหละนิสัยของคนไทยที่ทำให้ฉันมีความสุขเล็ก ๆ ไปอีก 1 วัน

4月8日

ชีวิตสุดประหยัด

บทสนทนาบนโต๊ะอาหารมื้อกลางวันวันนี้...ทำให้ฉันแทบจะกลืนข้าวไม่ลงเมื่อมีคนพูดว่า  ปลายปีนี้อาจจะมีสงครามกลางกรุงเกิดขึ้นอีกรอบ...ฉันนั่งนึกถึงภาพความหายนะที่จะเกิดกับสภาพเศรษฐกิจบ้านเรา...และไม่ต้องนึกเลยว่าชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร

 

ฉันพยายามคิดทบทวนและเตรียมชีวิตไว้เพื่อรับมือกับสภาพเศรษฐกิจอันเลวร้ายที่จะมาถึง  ฉันคิดแค่ว่าการพยายามเก็บหอมรอมริบไว้ตั้งแต่วันนี้น่าจะเป็นการดี  เพราะอย่างน้อยก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเงินคือสิ่งสำคัญที่เป็นตัวขับเคลื่อนชีวิตของโลกปัจจุบัน  คำถามแรกที่เกิดขึ้นกับฉันคือ  ฉันจะเดินกอดคอไปกับการ รัดเข็มขัด เฉกเช่นเพื่อนสนิทได้ไหมเนี่ย...มันก็ต้องลองดูกันสักตั้ง

 

ฉันลุกขึ้นมาบอกตัวเองว่า   มันต้องทำได้สิ...ในวันที่ทั้งเดือนเราเหลือเงินแค่หยิบมือตั้งแต่ต้นเดือน...เราก็ยังฝ่าฟันพาชีวิตรอดมาจนถึงสิ้นเดือนได้โดยไม่อดตาย  มันไม่น่าจะยากถ้าเราจะใช้เงินตามข้อแม้นั้นได้ในเดือนอื่น ๆ หรือจะลองคิดดูว่าจะต้องเก็บเงินเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมดดู   หรือจะไปลองเปิดบัญชีฝากประจำไว้  ก็น่าสนใจดี  ฉันคิดว่าฉันคงเป็นโรคเดียวกับคนส่วนมาก  นั่นคือมีเท่าไหร่ใช้เท่านั้น...แปลว่ามีเท่าไหร่ก็ใช้หมด  ฮ่า ๆ ๆ...วิธีการแก้นิสัยเสียของฉันก็คือการต้องเอาเงินไปไว้ในที่ ๆ ยากที่จะหยิบออกมาใช้  โดยปกติที่ฉันทำก็คือการไปเปิดบัญชีที่ไม่มี ATM   ซึ่งมันก็เข้าทางสำหรับการไปเปิดบัญชีฝากประจำ...น่าจะเป็นเรื่องที่ดี   แต่สำหรับบางคนที่ต้องจัดการกับหนี้สินที่พะรุงพะรังแล้วล่ะก็...แบ่งจ่ายซะให้เรียบร้อยแต่อย่าลืมว่าก็ควรจะต้องแบ่งเงินเก็บไว้ด้วยเหมือนกันมันอาจจะเป็นสัดส่วนที่น้อยลง  แต่ก็ดีกว่าที่ไม่แบ่งเก็บใช่มั๊ยล่ะ

 

ชีวิตแสนลำเค็ญเมื่อต้องฝ่าฟันเศรษฐกิจกันแสนวิกฤติที่สวนทางกับวัตถุนิยม...ไม่ยาก.....ถ้าครั่นเนื้อครั้นตัวมากอยากจะ shopping ขึ้นมาแล้วล่ะก็...ซื้อซะ...ซักอย่างที่อยากได้แต่ว่าต้องดูจังหวะของการซื้อ  ถ้าเป็นในห้างแล้วล่ะก็เล็งวันที่ให้ดี ๆ ว่ามันจะ sale วันไหนก็ค่อยไปลุยวันนั้น...ใครมีหนุ่มไปกะหนุ่มใครมีสาวไปกะสาวแต่อย่าเผลอใจไปกะขา shopping ด้วยกันล่ะเพราะเดี๋ยวจะฉุดไม่อยู่  สาวๆหลาย  ๆ คนคงมีประสบการณ์แล้วล่ะว่าทำไมเวลาไป shopping กะหนุ่ม ๆ แล้วมันไม่เคยได้ดั่งใจ  ถามอะไรไปก็เดินหนี  ให้เลือกอะไรก็เหมือนไม่ได้ตั้งใจเลือก...เขาคนนั้นแหละที่ควรพาไป shopping ด้วยอย่างยิ่ง  แล้วอย่าไปบ้าพลังมากของ brandname เดี๋ยวนี้แทบจะไม่มีใครใช้แล้ว Trend บ้านเราเปลี่ยนทุก ๆ 3 เดือน  วันก่อนเพื่อนที่ทำเสื้อผ้าขายที่ JJ บ่นให้ฟังจนหูเปียกว่าเดี๋ยวนี้ขายของยาก...ของทำออกมาเยอะ  แข่งกันเองจะตั้งราคาสูงก็ไม่ได้เดี๋ยวไม่มีใครซื้อ  แค่เสื้อยืดตัวละ 250  นี่ก็แทบจะไม่มีใครเดินเข้ามาดูในร้านแล้ว  ต้องติดป้าย Sale 100 ทั้งร้าน แบบนี้ตะหากคนถึงจะรุมทึ้งของกันยังกะแจกฟรี...เอาแล้วไงล่ะเสียงผู้ผลิตส่งผ่านมายังผู้บริโภคปากโป้งอย่างเรา  เดี๋ยวนี้ของกิ๊บเก๋ design เจ๋ง ๆ ...หาได้ตามตลาดนัดมีถมถืดไป...ใครที่บ้าพลังติดยี่ห้อ..อนุญาตให้ทั้งเนื้อทั้งตัวแพงสักชิ้นก็ยังพอทน  จะรองเท้าหรือนาฬิกาก็เอาสักอย่างยุคนี้ Street Ware กำลังมา...เป็นบุญคุ้มหัวนักแต่งตัวทั้งหลายที่ไม่ต้องไปแห่ซื้อของ Brandname แบบเมื่อก่อน 

 

สำหรับใคร ๆ ที่บ้าพลังซื้อ CD หรือDVDแล้วล่ะก็...เชิญที่ Fortune ชั้น 3 เลือกได้ตามใจแผ่นก๊อบแผ่นผี....เดี๋ยวนี้คุณธรรมมักสวนทางกับเงินในกระเป๋าของดีมีลิขสิทธิ์มันจะขายไม่ได้ก็เพราะคนอย่างเรานี่แหละ....ช่วยชาติแต่ไม่ช่วยเงินในกระเป๋า...หยุดคิดสักครู่แล้วจะได้คำตอบว่า ไม่เป็นไร...ฉันไม่ใช่คนดีขนาดนั้น...แล้วก็ซื้อซะ ส่วนเพลงไปหา load ฟรี ๆ ได้ตาม internet อย่างwww.limewire.com  เพลงไหนหาไม่เจอไปหาได้ในนั้น  แถมเดี๋ยวนี้ internet มีประโยชน์อยากอ่านอะไรอยากดูอะไร...แหกตาดูได้ไม่ต้องถ่อออกบ้านไปเสียตังค์    

 

ใครจะออกไปไหนหัดวางแผนซะก่อนว่าเดินทางไปทิศไหนมันคุ้มกันรึเปล่าหัดเดินทางด้วย Public Transport ซะบ้าง  รวดเร็วประหยัดพลังงานดีแท้  ใครที่มีรถส่วนตัวจะมองเห็นจุดคุ้มทุนยากสักหน่อย  แต่อย่างฉันไม่มีรถส่วนตัว...จะไปไหนที  การวางแผนการเดินทางนั้นมีประโยชน์จริง ๆ  ถ้าไม่ใช่การเดินทางเพื่อธุระล่ะก็  อย่าเอาใจอยากเป็นที่ตั้งให้เอาสถานที่ที่จะไปเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางจะดีที่สุด

 

คนเรามักหมดไปกับการกินโดยไม่รู้ตัว  ฉันคนหนึ่งล่ะที่ยอมจำนนจริง ๆ กะเรื่องกินที่ห้ามใจไม่ค่อยจะได้....อย่างที่ฉันเคยบอกไปแล้วว่าว่าฉันจะจดทุกอย่างที่กินเข้าไปว่าอร่อยคุ่มค่าสารอาหารและเงินในกระเป๋ารึเปล่า    บางครั้งฉันเลือกซื้อผลไม้หรือขนมที่หั่นเป็นชิ้น ๆ เพื่อแบ่งให้คนโน้นคนนี้ทานได้หลาย ๆ คน มันทำให้ไม่รู้สึกผิดว่าการประหยัดต้องรัดเข็มขัดไปเสียทุกอย่าง  อย่างน้อยการรัดเข็มขัดก็ทำให้เราได้รู้จักการ Give&Take ไม่ใช่เรื่องของคำว่า งกหรอกนะจ๊ะ  เข้าสู่ยุครัดเข็มขัดเช่นนี้  สงสัยว่าสาว ๆ คงต้องหันมาหัดทำอาหารทานเองซะบ้างแล้วล่ะ  ไม่ต้องเปรียบเทียบอะไรมากก็เห็นอยู่ชัด ๆ แล้วว่าทำทานเองประหยัดกว่าเป็นไหน ๆ ว่าแต่รสชาติจะเป็นยังไงก็ต้องลองทำกันดู...อย่างฉันเป็นพวกทำอาหารไม่เป็นยังหาทางออกไม่ได้ซักทีว่าจะเริ่มต้นจากอะไรดี  ตอนนี้พยายามหาน้ำพริกมาแล้วเอาผักมานึ่งใน Microwave  ก็เป็นรสชาติแบบบ้าน ๆ เบา ๆ ดีเหมือนกัน   นอกจากอุ่นและต้มแล้ว...ชาตินี้ฉันต้องหาให้ได้ว่าMicrowave ทำอะไรได้อีกบ้าง....

 

เมื่อก่อนฉันกับเพื่อน ๆ เคยเล่นเกมส์เหมือนรายการTV ของญี่ปุ่นรายการหนึ่งชื่อ ชีวิตสุดประหยัดที่กำหนดให้ดำรงชีวิต 1 เดือนด้วยเงิน 8,000 บาท  เล่นแล้วสนุกชะมัด  ประหยัด  เงินเหลือ  แถมผอมอีกตะหาก  ใครอยากขุดเกมส์นี้ขึ้นมาเล่นอีกก็ดีเหมือนกันนะ...แต่ต้องเล่นหลายๆ คนแล้วก็เขียนลงบัญชีไว้ว่าไปทำอะไรมา

 
第 1 张,共 11 张